2 · ขอข้าวแล้วไม่ได้ข่าว
อ่านสามคำนี้ออกเสียง ขาว ข่าว ข้าว
ถ้าภาษาไทยเป็นภาษาแรกของคุณ สามเสียงนั้นออกมาถูกโดยไม่ต้องหยุดคิด ทีนี้ลองบอกว่าตอนพูด ข่าว กับ ข้าว คอของคุณทำอะไรต่างกัน เสียงเริ่มสูงหรือต่ำ ขึ้นก่อนหรือลงก่อน ลงเร็วแค่ไหน
คอของคุณรู้คำตอบครบทุกข้อ และใช้มันถูกทุกครั้งที่คุณสั่งข้าว แต่ถ้าต้องเล่าออกมาเป็นคำ คุณเล่าได้เพียงเศษเสี้ยว
ถ้าคุณโตมากับภาษาไทย ก่อนจะรู้จักตัวอักษรสักตัว คุณพูดวรรณยุกต์ได้ถูกพอจะขอข้าวแล้วไม่ได้ข่าว
ภาษาไทยไม่ปล่อยให้วรรณยุกต์ผิดได้ฟรีๆ เพราะเปลี่ยนเสียงคือเปลี่ยนคำ ขาวเป็นสี ข่าวเป็นเรื่องที่เล่าต่อ ข้าวเป็นของกิน เด็กที่ขอข้าวแล้วได้ข่าวจะหิวไปจนกว่าจะออกเสียงถูก และเด็กที่โตมากับภาษาไทยก็ขอข้าวได้ถูกคำตั้งแต่ก่อนเข้าโรงเรียน
กฎที่มาทีหลัง
โรงเรียนสอนกฎให้เรื่องนี้เพียงส่วนหนึ่ง เช่นทำไม คาด จึงเป็นเสียงโทเหมือน ข้าว ทั้งที่ไม่มีไม้โท กฎนั้นว่า อักษรต่ำ คำตาย สระเสียงยาว ได้เสียงโท ในหลักสูตรแกนกลางของไทย การผันอักษรกลาง อักษรสูง อักษรต่ำ อยู่ในสิ่งที่เด็กชั้นประถมปีที่สองต้องเรียน เด็กที่นั่งท่องกฎนั้นพูดคำในบทเรียนถูกมาหลายปีแล้ว และกฎทั้งชุดก็ไม่ได้บอกว่าคอต้องทำอะไร มันบอกแค่ว่าตัวอักษรแบบไหนคู่กับเสียงไหน
ความรู้สองชนิดนี้มีชื่อในปรัชญา กลางทศวรรษ 1940 นักปรัชญาชาวอังกฤษ Gilbert Ryle แยกรู้ว่า (knowing that) ออกจากรู้วิธี (knowing how) และเถียงว่าชนิดหลังไม่ใช่ชนิดแรกที่ถูกเอาไปใช้ เหตุผลของเขาสั้นมาก ถ้าการทำอะไรอย่างฉลาดต้องเริ่มจากนึกถึงกฎก่อนทุกครั้ง การนึกถึงกฎก็เป็นการกระทำอย่างหนึ่งที่ต้องทำให้ฉลาดเหมือนกัน จึงต้องมีกฎว่าจะนึกอย่างไร แล้วกฎนั้นก็ต้องมีกฎของมันอีกชั้น ไม่มีวันจบ คนจึงต้องทำเป็นก่อน ถึงจะมีอะไรให้อธิบาย
มีนักปรัชญาที่ไม่ยอมรับการแบ่งนี้ ปี 2001 Jason Stanley กับ Timothy Williamson เถียงว่ารู้วิธีก็คือรู้ว่าชนิดหนึ่ง คือรู้ว่าทางไหนใช้ได้ เพียงแต่รู้ในรูปที่ใช้ลงมือ ไม่ใช่รูปที่ใช้พูด ข้อถกเถียงนี้ยังไม่จบ แต่ไม่ว่าฝ่ายไหนชนะ มีสิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยน ความรู้ที่ใช้ทำกับความรู้ที่ใช้เล่าอยู่คนละรูป และรูปแรกอยู่ในตัวคุณนานก่อนรูปหลัง
Michael Polanyi นักเคมีที่หันมาเป็นนักปรัชญา สรุปเรื่องนี้ไว้ในประโยคเดียวตั้งแต่ปี 1966 เรารู้มากกว่าที่เราบอกได้ ตัวอย่างของเขาคือใบหน้า คุณจำหน้าคนที่รู้จักได้ท่ามกลางคนเป็นพันเป็นล้าน แต่ถ้าให้บอกว่าจำได้จากอะไร คุณบอกได้ไม่ครบ
ภาษาที่ไม่มีใครพูด
ห้องทดลองวัดเรื่องนี้ได้โดยไม่ต้องพึ่งภาษาแม่ของใคร ปี 1967 Arthur Reber ให้คนดูสายตัวอักษรยาวๆ ที่ถูกสร้างขึ้นจากกฎลับชุดหนึ่ง จากนั้นให้ดูสายใหม่ที่ไม่เคยเห็น แล้วตัดสินว่าสายไหนเข้ากับกฎ พวกเขาตัดสินถูกบ่อยกว่าการเดาสุ่ม ทั้งที่บอกกฎออกมาไม่ได้
คนไข้ในบทที่แล้วเป็นกรณีสุดขั้ว วรรณยุกต์คือกรณีที่อยู่ในคอของทุกคนที่พูดไทยเป็นภาษาแรก ส่วนที่รายงานได้ในหัวบอกว่า ไม่รู้ว่าคอทำอะไร ส่วนที่ออกเสียงไม่เคยต้องรู้ มันแค่ทำถูก
กฎวรรณยุกต์ไม่ได้สอนให้ใครพูด มันสอนให้ตาอ่านสิ่งที่ปากทำเป็นอยู่แล้ว
จะพลิกคำตัดสินนี้ได้เมื่อ: มีการวัดแล้วพบว่าเด็กที่โตมากับภาษาไทยออกเสียงวรรณยุกต์ผิดจนสื่อสารไม่ได้ จนกว่าจะได้เรียนกฎที่โรงเรียน หรือพบว่าคนที่ตัดสินสายตัวอักษรในการทดลองแบบของ Reber ได้ถูก ที่จริงบอกกฎได้ ถ้าถูกถามด้วยวิธีที่ดีกว่า
แหล่ง:
- Ryle 1945–46, "Knowing How and Knowing That", Proceedings of the Aristotelian Society 46 · The Concept of Mind 1949 บทที่ 2 — สรุปข้อโต้แย้งเรื่องกฎที่ถอยไม่รู้จบ — https://plato.stanford.edu/entries/knowledge-how/
- Polanyi 1966, The Tacit Dimension, หน้า 4 — "We can know more than we can tell" และตัวอย่างการจำใบหน้า — https://archive.org/details/tacitdimension0000pola (หน้าบันทึกของหนังสือ เนื้อความจำกัดการเข้าถึง)
- Reber 1967, Journal of Verbal Learning and Verbal Behavior 6(6): 855–863 — ตัวเลขร้อยละที่ถูกอ้างต่อกันมาตรวจกับต้นฉบับไม่ได้ จึงพิมพ์เพียงทิศทาง
- Stanley & Williamson 2001, "Knowing How", Journal of Philosophy 98(8): 411–444 — https://plato.stanford.edu/entries/knowledge-how/
- หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) กลุ่มสาระภาษาไทย สาระที่ 4 — การผันอักษรกลาง อักษรสูง อักษรต่ำ อยู่ในสาระการเรียนรู้แกนกลางชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ตรวจจากเอกสารหลักสูตรของโรงเรียนที่คัดตัวชี้วัดระดับชาติมาทั้งชุด