ข้อต่อที่ไม่รั่ว
ในงานบางชนิด คนเก่งสิบคนแทนคนคนเดียวไม่ได้ง่ายๆ ไม่ใช่เพราะคนคนนั้นฉลาดกว่าสิบเท่า เหตุผลอยู่ที่ว่า ในงานชนิดนั้น ชิ้นส่วนเดียวที่พลาดทำให้ทั้งชิ้นพังได้ เรื่องนี้เห็นชัดที่สุดจากแหวนยางวงเดียว
๏
เช้าวันที่ 28 มกราคม 1986 อากาศที่ฐานปล่อยในฟลอริดาหนาวผิดปกติ กระสวยอวกาศ Challenger ขึ้นบินได้ 73 วินาทีก็แตกออกกลางอากาศ นักบินอวกาศเจ็ดคนเสียชีวิต
ต้นเหตุคือแหวนยางที่ปิดรอยต่อของจรวดเชื้อเพลิงแข็ง เรียกว่า O-ring ความเย็นทำให้ยางเสียความยืดหยุ่นและปิดรอยต่อไม่สนิท
กระสวยลำนั้นมีชิ้นส่วนที่ทำงานสมบูรณ์นับไม่ถ้วน ไม่มีชิ้นไหนชดเชยแหวนยางวงนั้นได้
๏
ปี 1993 นักเศรษฐศาสตร์ Michael Kremer เสนอทฤษฎีหนึ่งและตั้งชื่อตามแหวนวงนั้นว่า ทฤษฎีโอริง (O-ring) ใจความคือ ในงานที่พลาดขั้นเดียวแล้วพังทั้งชิ้น ฝีมือของคนแต่ละขั้นไม่ได้บวกกัน มันคูณกัน
ลองคิดเลขดู งานหนึ่งมี 10 ขั้น แต่ละขั้นมีคนทำหนึ่งคน และงานจะออกมาดีก็ต่อเมื่อทุกขั้นถูก ถ้าคนทำแต่ละขั้นทำถูก 90% ของครั้ง ขั้นแรกรอด 90% ขั้นที่สองต้องถูกด้วย จึงเหลือ 90% ของ 90% คือ 81% ขั้นที่สามเหลือราว 73% ทำแบบนี้ไปจนครบสิบขั้น เหลือราว 35% งานที่คนทำทุกขั้นเก่งถึง 90% จึงพังเกือบสองในสามครั้ง
ถ้าแต่ละขั้นทำถูก 99% คิดแบบเดียวกันจนครบสิบขั้น เหลือราว 90%
ความแม่นของแต่ละขั้นต่างกันแค่ 90 กับ 99 แต่ผลสุดท้ายต่างกันราวสองเท่าครึ่ง นี่คือความหมายของคำว่าคูณ ไม่ใช่บวก ทีละขั้น 99 มากกว่า 90 อยู่แค่ราว 10% แต่เมื่อคูณกันสิบขั้น ความต่างเล็กๆ นั้นทบกันจนกลายเป็นสองเท่าครึ่ง
ทีนี้กลับมาที่คำถามของบท ในงานที่คนหนึ่งคนรับหนึ่งขั้น ขั้นนั้นจะถูกบ่อยแค่ไหนขึ้นกับคนที่ทำขั้นนั้น ไม่ได้ขึ้นกับว่ามีคนเก่งอยู่ในห้องกี่คน ทีมที่ทุกขั้นเป็นคนทำถูก 90% จึงรอดราว 35% ส่วนทีมที่ทุกขั้นเป็นคนทำถูก 99% รอดราว 90% คนเก่งคนเดียวในคำถามจึงไม่ใช่อัจฉริยะ แต่เป็นคนที่รับขั้นของตัวเองแล้วไม่พลาด
คนเพิ่มช่วยได้ทางเดียว คือมาตรวจงานซ้ำ และช่วยได้จริง ถ้าคนทำถูก 90% สองคนตรวจงานของกันและกัน และไม่ได้พลาดตรงจุดเดียวกัน ทั้งคู่จะพลาดพร้อมกันแค่ราว 1 ครั้งในร้อย (10% ของ 10%) เท่ากับคนทำถูก 99% หนึ่งคน แต่นั่นคือสองคนและเวลาสองเท่า ในทุกขั้น นี่คือคำตอบของคำถาม คนเก่งหลายคนแทนคนคนเดียวได้ แต่ต้องใช้คนและเวลามากกว่ามาก ในงานที่คนและเวลามีจำกัด คนที่ไม่พลาดตั้งแต่แรกจึงมีค่ามาก ทั้งที่ฝีมือต่างจากคนอื่นแค่นิดเดียว งานชนิดนั้นคูณกัน ไม่ได้บวกกัน คุณภาพของมันไม่ได้กองรวมกัน มันต่อกันเป็นทอดๆ ทอดเดียวพลาด ทั้งชิ้นพัง
๏
นี่คือเหตุผลส่วนหนึ่งที่บางบริษัทยอมจ่ายเงินก้อนใหญ่จนเป็นข่าวให้คนคนเดียว ถ้าคนคนนั้นทำขั้นที่ยากที่สุดของงานได้ถูกบ่อยกว่าคนอื่น งานทั้งชิ้นก็รอดบ่อยขึ้นตาม
อีกครึ่งของเหตุผล นักเศรษฐศาสตร์ Sherwin Rosen อธิบายไว้ตั้งแต่ปี 1981 ในงานชื่อ เศรษฐศาสตร์ของซูเปอร์สตาร์ เมื่อคนที่เก่งที่สุดคนเดียวเข้าถึงลูกค้าได้ทั้งตลาด อย่างนักร้องที่เพลงเปิดได้ทั่วโลกพร้อมกัน คนฟังก็แทบไม่มีเหตุผลจะเลือกคนที่เก่งรองลงมา ฝีมือที่ต่างกันนิดเดียวจึงกลายเป็นรายได้ที่ต่างกันหลายเท่า
๏
ถ้าอ่านเร็วๆ ทั้งหมดนี้ฟังเหมือนข่าวร้าย โลกจ่ายให้คนที่เก่งที่สุด ที่เหลือแทนกันได้
อ่านอีกครั้ง สิ่งที่ทฤษฎีโอริงบอกว่ามีค่าไม่ใช่ความฉลาด มันคือการไม่พลาด แหวนวงนั้นไม่ต้องเด่นกว่าชิ้นส่วนอื่น มันแค่ต้องปิดรอยต่อได้สนิทในเช้าที่อากาศหนาว
คำว่า "ที่พึ่ง" ในภาษาไทยหมายถึงสิ่งเดียวกันพอดี คนที่เป็นที่พึ่งไม่จำเป็นต้องเก่งที่สุดในวง เขาคือคนที่ฝากอะไรไว้แล้วมันไม่หล่น
๏
ถ้าคุณเคยพลาดครั้งใหญ่ และคนที่บ้านเคยขอสั้นๆ ว่า "อย่าพลาดอีก" เขากำลังขอคุณสมบัติข้อเดียวกับแหวนยาง เขาไม่ได้ขอให้คุณเด่น เขาขอให้คุณไม่พลาด
ข่าวดีคือคุณสมบัติข้อนี้ไม่ต้องรอพรสวรรค์ มันไม่ได้มาจากวันที่คุณเก่งที่สุด มันมาจากวันธรรมดาที่คุณทำสิ่งที่บอกว่าจะทำ
เริ่มจากสัญญาที่เล็กพอจะรักษาได้แน่ๆ แม้แต่สัญญากับตัวเอง ทางจาก 90 ไป 99 ไม่ได้ปูด้วยความเก่ง มันปูด้วยสัญญาเล็กๆ ที่ไม่หลุด ทีละข้อ
บทถัดไป · 5 / 12เครื่องที่ผ่านการทดสอบ