เครื่องบินที่บินกลับมา
คำแนะนำเรื่องความสำเร็จที่เราได้ยินเกือบทั้งหมดมาจากคนที่สำเร็จแล้ว ฟังไปนานๆ จะรู้สึกเหมือนกฎเดียวของความสำเร็จคือต้องสำเร็จก่อน ถึงจะมีคนฟัง แต่การฟังแต่คนที่ผ่านมาได้มีกับดักซ่อนอยู่ เราเห็นแต่คนที่รอด จึงเข้าใจว่าสิ่งที่เขาทำคือเหตุที่เขารอด กับดักนี้มีชื่อว่า survivorship bias หรือความเอนเอียงจากการเห็นแต่ผู้รอด
๏
ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง Abraham Wald นักสถิติในทีมวิจัยของมหาวิทยาลัยโคลัมเบียที่ทำงานให้กองทัพสหรัฐฯ ต้องประเมินว่าเครื่องบินรบเปราะบางตรงไหนที่สุด ข้อมูลที่มีคือรอยกระสุนบนเครื่องที่บินกลับฐานได้
ความคิดสำคัญของเขาคือ เครื่องที่ถูกยิงตรงจุดตายไม่ได้บินกลับมาให้นับ รอยที่เห็นจึงเป็นรอยของจุดที่โดนแล้วยังรอด จุดที่ไม่มีรอยเลยต่างหากที่น่ากลัว
๏
หนังสือว่าด้วยความสำเร็จคือเครื่องบินที่บินกลับมา คนที่ลาออกไปทำตามฝันแล้วรวยได้เขียนหนังสือ คนที่ลาออกไปทำตามฝันแล้วหมดตัว ไม่มีใครมาขอสัมภาษณ์
ตรงนี้หนังสือให้กำลังใจทั่วไปจะเล่าเรื่องชายคนหนึ่งที่เริ่มขายแฟรนไชส์ไก่ทอดตอนอายุ 60 กว่า แล้วโด่งดังไปทั้งโลก ฉันจะไม่เล่า เพราะเขาคือเครื่องบินหนึ่งลำที่บินกลับมา ข้างหลังเขามีกี่ลำที่ไม่กลับ ไม่มีใครนับ
ขอโทษที่ฉันบอกว่าจะไม่เล่า แต่ก็เล่าไปได้เกินครึ่งแล้ว คงเพราะฉันอ่านหนังสือให้กำลังใจมามากเกินไป มันเลยเป็นนิสัยน่ะ
๏
ถ้าอยากรู้จริงว่าอายุเท่าไรถึงช้าเกินไป ต้องนับให้ครบทั้งเครื่องที่บินกลับมาและเครื่องที่ไม่กลับ คือนับผู้ก่อตั้งบริษัททุกคน ทั้งคนที่รุ่งและคนที่เจ๊ง ปี 2020 Pierre Azoulay นักเศรษฐศาสตร์ที่ MIT กับคณะทำแบบนั้น โดยใช้ข้อมูลผู้ก่อตั้งบริษัทในสหรัฐฯ 2.7 ล้านคน
ผู้ก่อตั้งทั้งหมดอายุเฉลี่ยราว 42 ปีตอนเริ่มบริษัท ถ้าดูเฉพาะกลุ่มบริษัทที่โตเร็วที่สุด คือกลุ่มบนสุดหนึ่งในพัน ผู้ก่อตั้งอายุเฉลี่ย 45 ปี และในหมู่ผู้ก่อตั้ง คนที่เริ่มตอนอายุ 50 มีโอกาสสร้างบริษัทกลุ่มนี้ได้เกือบสองเท่าของคนที่เริ่มตอนอายุ 30
ถ้าคุณกลัวว่าอายุ 30 หรือ 40 ช้าเกินไปที่จะเริ่มอะไรใหม่ ตัวเลขชุดนี้ไม่เห็นด้วย อย่างน้อยก็ในเรื่องการเริ่มบริษัท ซึ่งเป็นเรื่องที่มีคนนับครบทั้งคนที่รอดและไม่รอด
๏
สิ่งที่ควรเอาไปจึงไม่ใช่เส้นทางของคนที่รอด และไม่ใช่วิธีของเขาด้วย เพราะคนที่ไม่รอดก็อาจใช้วิธีเดียวกัน สิ่งที่เอาไปได้โดยไม่ต้องพึ่งคนรอดเลยคือคำถามสองข้อที่ใช้ได้กับการลองทุกครั้ง แต่ละครั้งเสี่ยงเสียเท่าไร และมีโอกาสได้เท่าไร
เทียบสองแบบให้เห็น แบบแรกคือเอาเงินเก็บทั้งหมดไปลงกับโอกาสรวยเพียงน้อยนิด ถ้าพลาด เสียทุกอย่าง การเดิมพันที่ทำให้คนหมดตัวเป็นแบบนี้เสมอ แบบที่สองคือใช้เวลาหนึ่งเย็นลองทำอะไรเล็กๆ สักอย่าง โอกาสสำเร็จอาจน้อยพอกัน แต่ถ้าพลาด เสียแค่เย็นนั้น ไม่ใช่ทุกอย่าง และถ้ามันไปได้ ไม่มีใครกำหนดว่ามันจะไปได้ไกลแค่ไหน
การลองแบบที่สองหน้าตาเป็นอย่างนี้ ส่งข้อความหาคนหนึ่งคน เขียนบทความหนึ่งชิ้น ทำโปรแกรมเล็กๆ ให้คนหนึ่งคนได้ใช้ ถ้ามันไม่ไปไหน คุณเสียหนึ่งเย็น ถ้ามันไป มันอาจไปไกลกว่าที่คิด และไม่ว่าทางไหน ไม่มีใครต้องรับความเสียหายแทนคุณ ต่างจากการเดิมพันที่คนรอบตัวอาจต้องรับไปด้วย
ถ้าคุณเคยแพ้หนักจากการเดิมพันอะไรสักอย่าง คุณรู้จักแบบแรกดีกว่าใคร เพราะเคยจ่ายด้วยชีวิตจริง ไม่ใช่อ่านจากตำรา ตอนนี้แค่ต้องเลือกแบบที่สอง
กฎของความสำเร็จที่คุมได้จึงไม่ใช่ "ต้องสำเร็จ" มันคือ "ลองหลายครั้ง ด้วยการลองที่เสียได้น้อย" "ต้องสำเร็จ" เป็นคำตัดสินที่มาถึงทีหลัง ส่วน "ลองหลายครั้ง" เป็นสิ่งที่ทำได้พรุ่งนี้เช้า
บทถัดไป · 9 / 12ค่าผ่านทางที่ไม่มีใครเก็บ