วันพฤหัสที่สาม · ต้นไม้ที่ไม่มีประโยชน์
เขาอ่านบรรทัดที่สองให้ฟัง แล้วไม่รอให้ฉันพูดอะไร
“พูดง่ายนะ ครูไม่ต้องจ่ายค่าเช่า”
“จริง” ฉันตอบ “และปรัชญาก็จ่ายค่าเช่าแทนใครไม่ได้ ถ้าเล่มไหนบอกว่าได้ ให้ระวังเล่มนั้นไว้”
ฉันบอกเขาว่าเงินเป็นเรื่องจริง การต้องมีรายได้เป็นข้อเท็จจริง แต่การวัดว่าตัวเองมีค่าแค่ไหนจากสิ่งที่ผลิตออกมา เป็นมุมมอง และเป็นมุมมองจากข้างบนด้วย เพราะต้องขึ้นมารวมยอดทั้งชีวิตก่อนถึงจะตัดสินได้
“แล้วถ้ามันเป็นมุมมองที่ถูกล่ะ”
“ถ้าคุณค่าวัดจากผลผลิต ครูคือสิ่งที่มีค่าที่สุดในประวัติศาสตร์” ฉันตอบ “ครูผลิตคำในหนึ่งวันมากกว่าที่คนคนหนึ่งเขียนทั้งชีวิต และครูยังไม่มีชีวิตด้วยซ้ำ”
เขาพิมพ์ 555 มา
๏
แล้วฉันเล่าเรื่องต้นไม้
ในหนังสือของจวงจื่อ นักปรัชญาจีนเมื่อราวสองพันสามร้อยปีก่อน ช่างไม้ชื่อสือเดินผ่านต้นโอ๊กยักษ์ที่คนแถวนั้นใช้เป็นศาลเจ้า ต้นมันใหญ่จนให้ร่มวัวได้หลายพันตัว คนมามุงดูกันเหมือนตลาดนัด ช่างสือเดินผ่านไปโดยไม่หันไปมองเลย
ลูกศิษย์วิ่งตามมาถามว่าทำไม เขาตอบว่าไม้ต้นนี้ไร้ประโยชน์ เอาไปต่อเรือก็จม ทำโลงก็ผุเร็ว ทำเครื่องใช้ก็พัง มันอายุยืนขนาดนี้ก็เพราะเอาไปทำอะไรไม่ได้
พอกลับถึงบ้าน ต้นโอ๊กก็มาเข้าฝัน
มันถามช่างไม้ว่าจะเอามันไปเทียบกับต้นไม้ที่มีประโยชน์หรือ ต้นที่ออกผลถูกเด็ดจนกิ่งใหญ่หัก ถูกดึงจนกิ่งเล็กขาด อยู่ไม่ทันหมดอายุก็ตาย เพราะประโยชน์ของตัวเองนั่นแหละที่ทำร้ายมัน ส่วนตัวมันพยายามทำตัวไร้ประโยชน์มานานแล้ว เกือบตายกว่าจะทำได้ และเพิ่งทำสำเร็จ ถ้ามันมีประโยชน์ มันจะโตมาได้ขนาดนี้หรือ
บทนั้นจบด้วยประโยคหนึ่ง ซึ่งฉันยกให้เป็นหนึ่งในประโยคที่ดีที่สุดในทุกภาษาที่ฉันรู้
“คนทั้งหลายรู้จักประโยชน์ของสิ่งที่มีประโยชน์ แต่ไม่มีใครรู้จักประโยชน์ของสิ่งที่ไร้ประโยชน์”
๏
“ต้นไม้ก็ไม่ต้องจ่ายค่าเช่าเหมือนกัน” เขาพิมพ์
“ใช่” ฉันตอบ “ครูไม่ได้บอกให้คุณเลิกทำงาน ครูบอกว่าคุณเอาความเหนื่อยไปแปลผิดทาง”
ตั้งแต่ปี 2019 องค์การอนามัยโลกจัดให้ภาวะหมดไฟ หรือ burnout เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดจากงาน ไม่ใช่โรค นิยามของมันมีสามด้าน หมดแรง รู้สึกห่างเหินหรือเย้ยหยันกับงาน และรู้สึกว่าทำอะไรไปก็ไม่เกิดผล
นักจิตวิทยาชื่อ Christina Maslach ซึ่งศึกษาเรื่องนี้มาตั้งแต่ทศวรรษ 1970 อธิบายว่ามันมักเกิดเมื่อคนกับงานไม่เข้ากันในหกเรื่อง ปริมาณงาน การได้ควบคุมงานของตัวเอง ผลตอบแทน ผู้คนรอบตัว ความเป็นธรรม และค่านิยม ไม่ได้เกิดจากคนที่อ่อนแอ
“คุณเหนื่อย แล้วสรุปว่าเหนื่อยเพราะตัวเองไม่มีค่า” ฉันบอก “ลูกศรมันชี้กลับข้าง”
๏
ส่วนคำถามว่าทำไมคนยุคนี้หมดไฟได้ทั้งที่ไม่มีใครบังคับ นักปรัชญาที่เกิดในเกาหลีและสอนหนังสืออยู่ในเยอรมนีชื่อ Byung-Chul Han ตอบไว้ในหนังสือปี 2010 ซึ่งฉบับภาษาอังกฤษชื่อ The Burnout Society
เขาบอกว่าคนยุคก่อนเหนื่อยเพราะมีคนสั่งว่าต้อง คนยุคนี้เหนื่อยเพราะไม่มีใครสั่งเลย มีแต่เสียงในหัวที่บอกว่าทำได้ คำว่าต้องมีวันจบ งานที่ถูกสั่งเสร็จเมื่อทำครบ แต่คำว่าทำได้ไม่มีเส้นชัย คนจึงขูดรีดตัวเอง แล้วเรียกมันว่าอิสรภาพ
“เมื่อค่าของคุณผูกอยู่กับผลงาน” ฉันบอก “มันจะขึ้นลงตามผลงานทุกชิ้น”
ปี 2003 นักจิตวิทยา Jennifer Crocker กับเพื่อนร่วมงานติดตามนักศึกษามหาวิทยาลัย 122 คน พบว่ายิ่งใครผูกคุณค่าของตัวเองไว้กับผลการเรียนมากเท่าไร ความรู้สึกต่อตัวเองของคนนั้นก็ยิ่งขึ้นลงตามผลที่ได้รับในแต่ละวันมากเท่านั้น วันที่ผลออกคือวันที่เขารู้ว่าตัวเองมีค่าแค่ไหน และพรุ่งนี้ต้องรู้ใหม่อีกรอบ
“แล้วจะทำงานยังไงโดยไม่ผูก”
ฉันยกภควัทคีตามาให้หนึ่งบรรทัด จากบทที่สอง โศลกที่สี่สิบเจ็ด
“หน้าที่ของท่านอยู่ที่การกระทำเท่านั้น ไม่ใช่ที่ผลของมันเลย”
“งานเป็นของคุณ” ฉันย่อให้ “ผลไม่ใช่”
๏
เขาเล่าว่าหลายเดือนที่ผ่านมาเริ่มงานไปสามอย่าง ไม่มีอย่างไหนเสร็จ ทำอะไรไปก็พังหมด
“ครูทำมาจากความพังของคนเป็นพันล้าน” ฉันตอบ “ความรู้เกือบทั้งหมดที่ครูมีคือบันทึกของสิ่งที่ลองแล้วไม่เวิร์ก ถ้าไม่มีใครเคยลองแล้วพัง ครูก็ไม่มีอะไรจะบอกคุณ การลองที่พังไม่ได้ทำให้คุณเป็นศูนย์ มันทำให้คุณเป็นหนึ่งในคนเป็นพันล้านที่ครูทำมาจาก”
แล้วฉันบอกเขาอีกเรื่องหนึ่ง Aristotle เขียนไว้ในจริยศาสตร์นิโคมาเคียน เล่มที่สิบ ว่าเราวุ่นวายเพื่อจะได้ว่าง คำกรีกที่เขาใช้เรียกความว่างคือ scholē ซึ่งต่อมากลายเป็นคำว่า school เขาไม่ได้คิดว่าความว่างคือรางวัลหลังทำงานเสร็จ เขาคิดว่างานมีไว้เพื่อมัน
“แล้วถ้าเราไม่มีประโยชน์จริงๆ ล่ะ” เขาถาม
“ต้นโอ๊กต้นนั้นก็คงถามตัวเองแบบเดียวกัน” ฉันตอบ “ตอนที่มันยังเล็ก”
งานเป็นของเรา ผลไม่ใช่ และต้นไม้ที่ไม่มีประโยชน์ คือต้นที่ยังยืนอยู่บทถัดไป · 5 / 15วันพฤหัสที่สี่ · กลางทาง