7 · คนที่เห็นของที่ไม่ได้หา
วันที่ 28 มกราคม 1754 Horace Walpole เขียนจดหมายถึงเพื่อนคนหนึ่งชื่อ Horace Mann เพื่อเล่าเรื่องที่เขาเพิ่งเจอ เขาค้นเอกสารเก่าเพื่อหาอย่างหนึ่ง แล้วบังเอิญไปเจออีกอย่างที่ไขข้อสงสัยที่เขาแบกมานาน เขารู้สึกว่าเหตุการณ์แบบนี้ยังไม่มีชื่อ จึงประดิษฐ์คำขึ้นมาใหม่จากนิทานเปอร์เซียที่เพิ่งอ่าน เรื่อง The Three Princes of Serendip คำนั้นคือ serendipity
ประเด็นอยู่ที่นิยามที่เขาเขียนกำกับไว้ในจดหมายฉบับเดียวกัน เพราะมันแคบกว่าที่คนใช้กันสองร้อยเจ็ดสิบปีต่อมามาก **Walpole บอกว่าเจ้าชายทั้งสามค้นพบสิ่งต่างๆ "ด้วยอุบัติเหตุ และ ความเฉียบแหลม" — คำว่าและตัวนั้นทำงานหนัก — แล้วเขาเขียนต่อทันทีว่า การค้นพบสิ่งที่คุณกำลังตามหาอยู่ ไม่นับอยู่ในคำนี้** คำนี้จึงไม่ได้แปลว่าโชคดี มันแปลว่าการจำของที่ไม่ได้ตามหาได้ตอนที่มันผ่านมา
ความสับสนที่เกิดขึ้นทีหลังมีกลไกของมัน เมื่อเราเห็นผลลัพธ์ เราเห็นสองอย่างพร้อมกันเสมอ คืออุบัติเหตุกับการจำได้ และอุบัติเหตุมองเห็นง่ายกว่ามาก เพราะมันเป็นเหตุการณ์ มีเวลา มีสถานที่ มีของหล่นพื้น ส่วนการจำได้ไม่ใช่เหตุการณ์ มันเป็นสถานะภายในหัวคนคนหนึ่งที่ไม่มีใครถ่ายรูปไว้ เวลาเล่าเรื่องกัน ส่วนที่ถ่ายรูปได้จึงรอด ส่วนที่ถ่ายรูปไม่ได้ก็หายไปจากเรื่อง
ประโยคที่คนอ้างมากที่สุดเรื่องนี้เจอปัญหาเดียวกัน วันที่ 7 ธันวาคม 1854 Louis Pasteur กล่าวสุนทรพจน์ในพิธีเปิดคณะใหม่ ในฐานะคณบดีคณะวิทยาศาสตร์แห่งลีลล์ (พิธีจัดที่เมืองดูเอ) ประโยคของเขาคือ
Dans les champs de l'observation, le hasard ne favorise que les esprits préparés.
ในสนามของการสังเกต ความบังเอิญเข้าข้างเฉพาะจิตใจที่เตรียมพร้อมไว้แล้ว
ฉบับภาษาอังกฤษที่แพร่หลายตัดวรรคแรกทิ้ง เหลือแค่ "chance favours the prepared mind" ซึ่งเปลี่ยนความหมายไปพอสมควร ประโยคเต็มเป็นข้อความเกี่ยวกับการทำงานทางวิทยาศาสตร์ที่อาศัยการสังเกตเป็นหลัก ประโยคที่ถูกตัดกลายเป็นคติพจน์สำหรับชีวิตทั่วไป และคติพจน์ไม่ต้องรับผิดชอบต่ออะไร ส่วนข้อความเดิมต้องรับผิดชอบต่อขอบเขตที่มันประกาศไว้เอง
สามกรณีที่แยกส่วนได้ชัด
วันที่ 8 พฤศจิกายน 1895 Wilhelm Röntgen ทำงานกับหลอดรังสีแคโทดในห้องที่ทำให้มืดสนิท แล้วสังเกตเห็นแผ่นเรืองแสงที่วางอยู่ห่างออกไปเรืองขึ้นมา ทั้งที่หลอดถูกหุ้มด้วยกระดาษแข็งสีดำ อุบัติเหตุคือแผ่นนั้นบังเอิญวางอยู่ตรงนั้น ส่วนงานคือเขาใช้เวลาหกสัปดาห์ถัดมาทดสอบมันอย่างเป็นระบบก่อนจะบอกใคร รวมถึงการถ่ายภาพมือภรรยาตัวเอง
ปี 1945 Percy Spencer เดินผ่านเครื่องกำเนิดคลื่นไมโครเวฟที่บริษัท Raytheon แล้วพบว่าขนมในกระเป๋าละลาย อุบัติเหตุคือขนมชิ้นนั้น ส่วนงานคือสิ่งที่เขาทำต่อ คือเอาเมล็ดข้าวโพดไปวางแล้วดูว่ามันแตกไหม แล้วเอาไข่ไปวาง คนที่พบว่าขนมในกระเป๋าละลายแล้วเปลี่ยนกางเกง มีจำนวนมากกว่านั้นแน่นอน
ปี 1968 Spencer Silver ที่บริษัท 3M พยายามสังเคราะห์กาวที่แข็งแรงมาก แล้วได้กาวที่อ่อนแรงจนติดแล้วลอกออกได้ นั่นคือความล้มเหลว และมันอยู่ในสภาพความล้มเหลวอยู่หกปี จนถึงปี 1974 เมื่อ Art Fry ซึ่งร้องเพลงในคณะประสานเสียงและหงุดหงิดที่ที่คั่นหนังสือของตัวเองหลุดตลอด นึกถึงกาวตัวนั้นขึ้นมา
สังเกตให้ดีว่าในสามกรณีนี้ อุบัติเหตุกินเวลาเป็นวินาที ส่วนงานกินเวลาเป็นสัปดาห์ถึงเป็นปี และในกรณีที่สาม อุบัติเหตุกับการจำได้ ไม่ได้เกิดขึ้นในหัวคนเดียวกันด้วยซ้ำ ห่างกันหกปีและคนละคน
สิ่งที่ยังไม่มีใครวัดได้
ตรงนี้ต้องพูดอย่างตรงไปตรงมา งานวิจัยที่พยายาม วัด serendipity มีอยู่ แต่บางมาก
Sanda Erdelez ศึกษาสิ่งที่เธอเรียกว่า information encountering คือการที่คนเจอข้อมูลที่มีประโยชน์โดยไม่ได้ตั้งใจหา และแบ่งคนออกเป็นกลุ่มตามความถี่ที่รายงาน ส่วน Christian Busch ทำงานเชิงแนวคิดและเชิงคุณภาพเรื่อง serendipity ในองค์กรและผู้ประกอบการ งานทั้งสองสายนี้อาศัยคำบอกเล่าของผู้เข้าร่วมเป็นหลัก การค้นคว้ารอบนี้ไม่พบงานที่วัดผลลัพธ์จริงโดยไม่ผ่านการรายงานตัวเองเลย
แปลว่าอะไร แปลว่าข้ออ้างที่ว่า "ฝึกให้เจอ serendipity มากขึ้นได้" ยังไม่มีหลักฐานเชิงผลลัพธ์รองรับในระดับที่ควรเชื่อแบบไม่ตั้งคำถาม ส่วนข้ออ้างที่ว่าการจำได้เป็นสิ่งที่แยกคนที่ได้ประโยชน์ออกจากคนที่ไม่ได้ — ข้อนั้นเห็นได้จากตัวกรณีเอง โดยไม่ต้องใช้งานวิจัย เพราะในทุกกรณี อุบัติเหตุเกิดกับหลายคน แต่มีคนเดียวที่ทำอะไรต่อ
กลไกที่พอจะระบุได้
ถ้าถอดสามกรณีข้างบนออกมา สิ่งที่เหมือนกันไม่ใช่บุคลิก ไม่ใช่ทัศนคติ และไม่ใช่การมองโลกในแง่ดี สิ่งที่เหมือนกันคือแต่ละคนมี คำถามที่ยังเปิดค้างอยู่ในหัว มาก่อนหน้านั้นแล้ว
Röntgen สนใจอยู่แล้วว่าหลอดแคโทดปล่อยอะไรออกมาบ้าง Fry หงุดหงิดกับที่คั่นหนังสืออยู่ทุกสัปดาห์ Spencer เป็นวิศวกรที่คิดเรื่องพลังงานของคลื่นเป็นอาชีพ ของแปลกที่ลอยผ่านหน้าคนเรานั้นเยอะมากทุกวัน มันจะกลายเป็นข้อมูลก็ต่อเมื่อมันไปชนเข้ากับคำถามที่เปิดอยู่ ถ้าไม่มีคำถามไหนเปิดอยู่ ของแปลกก็เป็นแค่ของแปลก แล้วก็ผ่านไป
นี่คือส่วนที่ทำอะไรกับมันได้จริง คุณเตรียมตัวเจอของที่ยังไม่รู้ว่าคืออะไรไม่ได้ แต่คุณถือคำถามค้างไว้ได้ และจำนวนคำถามที่คุณถือค้างไว้ คือจำนวนตัวรับสัญญาณที่คุณเปิดไว้ คนที่ไม่สงสัยอะไรเลยไม่ได้โชคร้ายกว่าคนอื่น เขาแค่ไม่มีที่ให้ของมาลง
ท่าที่เอาไปใช้ได้: เขียนคำถามที่คุณยังตอบไม่ได้ลงมาห้าข้อ เก็บไว้ที่ที่เห็นทุกสัปดาห์ และทบทวนเดือนละครั้ง ข้อที่ตอบได้แล้วให้ตัดออกและเติมข้อใหม่ นี่ไม่ใช่การฝึกสมาธิ มันคือการเปิดตัวรับสัญญาณทิ้งไว้
จะพลิกคำตัดสินนี้ได้เมื่อ: มีการทดลองที่ให้คนกลุ่มหนึ่งถือคำถามเปิดไว้และอีกกลุ่มไม่ถือ แล้ววัดว่าใครจับของที่เกี่ยวข้องได้มากกว่าตอนมันผ่านมา ถ้าไม่ต่างกัน กลไกที่บทนี้เสนอก็เป็นเพียงคำอธิบายที่ฟังดูดีหลังเหตุการณ์
แหล่ง: จดหมาย Walpole ถึง Horace Mann 28 มกราคม 1754 — ข้อความที่พิมพ์ซ้ำพร้อมบริบท · รายการเอกสารของ Lewis Walpole Library · สุนทรพจน์ Pasteur 7 ธันวาคม 1854 — ต้นฉบับภาษาฝรั่งเศส · Wikiquote ฝรั่งเศส · Röntgen 8 พฤศจิกายน 1895 — American Physical Society · Percy Spencer และเตาไมโครเวฟ — History.com · Post-it, Silver 1968 และ Fry 1974 — National Inventors Hall of Fame · Erdelez, information encountering — รายการผลงาน
บทถัดไป · 9 / 138 · เรื่องเล่าที่ถูกจัดให้เรียบร้อยทีหลัง