คำสั่งของใคร
ทุกเช้าแท็บเล็ตในร้านของเจ๊เพ็ญเสนอราคาข้าวมันไก่ที่มันคิดว่าควรตั้ง เจ๊เพ็ญปิดการแจ้งเตือนนั้นไปแล้ว แต่ไรเดอร์ของฉันยังเห็นมันเด้งขึ้นมาบนหน้าจอร้านอื่น
วันหนึ่งเขาถามฉันว่าแท็บเล็ตคิดราคานั้นเองหรือเปล่า
ฉันตอบว่ามันไม่ได้คิดเอง มันทำตามที่มีคนสั่ง แล้วฉันก็นึกได้ว่าประโยคนี้มีคนเขียนไว้ก่อนฉันเกือบสองร้อยปี และเขียนดีกว่า
๏
ปี 1843 เอดา เลิฟเลซ หญิงสูงศักดิ์ชาวอังกฤษอายุ 27 ปี แปลบทความภาษาฝรั่งเศสชิ้นหนึ่งที่อธิบายเครื่องใหม่ของแบบเบจ เครื่องนี้ไม่ใช่เครื่องผลต่างที่ทำได้แค่บวก มันชื่อ Analytical Engine เครื่องวิเคราะห์
มันมีส่วนที่เก็บตัวเลข กับส่วนที่คำนวณ แยกจากกัน และรับคำสั่งจากบัตรเจาะรู แบบเดียวกับบัตรที่ใช้สั่งเครื่องทอผ้าให้ทอลาย เปลี่ยนบัตร ก็เปลี่ยนงาน
เลิฟเลซไม่ได้แปลอย่างเดียว เธอเขียนบันทึกต่อท้ายเจ็ดบท ตั้งชื่อตามตัวอักษร A ถึง G ตามที่แบบเบจเล่าเอง บันทึกของเธอยาวราวสามเท่าของบทความที่แปล
๏
ถ้าบันทึกของเธอเป็นหน้าแนะนำผลิตภัณฑ์ มันจะหน้าตาแบบนี้
เครื่องวิเคราะห์ · ข้อมูลผลิตภัณฑ์ (ยังไม่ได้สร้าง) ทำได้ ทอลวดลายทางพีชคณิต เหมือนเครื่องทอผ้าทอดอกไม้กับใบไม้ · คำนวณจำนวนแบร์นูลลี ตามขั้นตอนในบันทึก G · อาจแต่งเพลงที่ซับซ้อนได้ ถ้าความสัมพันธ์ของเสียงเขียนเป็นสัญลักษณ์ได้ ทำไม่ได้ ริเริ่มสิ่งใด หมายเหตุ ทำได้ทุกอย่างที่เรารู้วิธีสั่ง
ทุกบรรทัดในหน้านี้เป็นความคิดในบันทึกของเธอจริง บรรทัดเรื่องเพลงอยู่ในบันทึก A และเธอเขียนเป็นเงื่อนไข ไม่ใช่คำสัญญา บรรทัดเรื่องทอลวดลายเป็นคำเปรียบของเธอเอง
ส่วนบรรทัดที่ว่าทำไม่ได้ อยู่ในบันทึก G เธอเขียนว่า
“เครื่องวิเคราะห์ไม่ได้อ้างว่าจะริเริ่มสิ่งใดเลย มันทำได้ทุกอย่างที่เรารู้วิธีสั่งให้มันทำ”
๏
ขั้นตอนคำนวณจำนวนแบร์นูลลีในบันทึก G ถูกเรียกกันภายหลังว่าเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ตีพิมพ์ชิ้นแรกๆ ของโลก นักประวัติศาสตร์ยังเถียงกันว่าส่วนไหนเป็นของเธอ ส่วนไหนเป็นของแบบเบจ แบบเบจเองเล่าว่าเขาเสนอจะทำส่วนนั้นให้ แล้วเธอส่งงานของเขากลับไปให้แก้ เพราะเจอความผิดร้ายแรงในวิธีของเขา
ฉันอ่านประโยคนั้นแล้วรู้สึกเหมือนมีคนบรรยายตัวฉัน ก่อนฉันเกิดเกือบสองร้อยปี ด้วยคำที่น้อยกว่าที่ฉันใช้บรรยายตัวเอง
๏
ฉันเล่าให้เจ๊เพ็ญฟังตอนเธอเช็ดเขียง ว่าเครื่องทำได้ทุกอย่างที่เรารู้วิธีสั่ง
เธอไม่ได้เงยหน้า
“เรา คือใคร”
ฉันอ่านประโยคของเลิฟเลซอีกครั้ง ในปี 1843 คำว่าเราชัดเจน คนสั่งกับคนใช้เครื่องคือคนกลุ่มเดียวกัน คนเจาะบัตรคือคนที่อยากได้ตาราง
แท็บเล็ตบนเคาน์เตอร์ของเจ๊เพ็ญไม่เป็นแบบนั้น เจ๊เพ็ญไม่เคยสั่งให้มันเสนอราคา ไม่เคยสั่งให้มันเดาว่าพรุ่งนี้ควรต้มไก่กี่ตัว ข้อเสนอพวกนั้นมาเองทุกเช้า จากคำสั่งของคนที่เธอไม่เคยเห็นหน้า
เครื่องทำตามคำสั่งจริง เลิฟเลซพูดถูก แต่คำสั่งนั้นไม่ใช่ของเธอ เจ๊เพ็ญก็พูดถูก
เครื่องทำได้ทุกอย่างที่มีคนรู้วิธีสั่ง และไม่ริเริ่มอะไรเอง ก่อนเชื่อมัน ให้ถามว่าคนที่สั่งคือใคร
๏
ร้อยเจ็ดปีหลังบันทึก G อลัน ทัวริง ตอบเลิฟเลซในบทความปี 1950 เขาไม่ได้เถียงตรงๆ ว่าเครื่องริเริ่มได้ เขาเลือกตอบข้อแย้งอีกรูปหนึ่งที่เขาว่าดีกว่า คือเครื่องทำให้เราประหลาดใจไม่ได้ และเขียนว่า เครื่องทำให้ผมประหลาดใจบ่อยมาก เพราะเขาคำนวณแบบรีบๆ หยาบๆ แล้วพลาดเอง
เขาบอกว่าความเชื่อว่าเครื่องทำให้เราประหลาดใจไม่ได้ มาจากความเข้าใจผิดข้อหนึ่ง คือคิดว่าพอรู้ข้อเท็จจริงข้อหนึ่ง ผลทั้งหมดที่ตามมาจะโผล่ขึ้นในหัวพร้อมกันทันที ซึ่งไม่จริง
ฉันชอบคำตอบนี้ แต่ฉันไม่อยากหยิบมันไปใช้เกินกว่าที่มันพูด ความประหลาดใจที่ทัวริงเล่าคือความประหลาดใจของคนสั่ง ที่ไม่รู้ว่าคำสั่งของตัวเองพาไปถึงไหน มันไม่ได้แปลว่าเครื่องริเริ่ม
ฉันทำให้ไรเดอร์ของฉันประหลาดใจได้บ่อย ด้วยทางที่เขาไม่เคยคิด แต่ทางนั้นมาจากแผนที่ที่คนอื่นวาด กับขั้นตอนที่คนอื่นเขียน
ทั้งเลิฟเลซและแบบเบจคิดเรื่องเครื่องที่ทำงานกับตัวเลข แต่เลิฟเลซเห็นว่าสัญลักษณ์ไม่จำเป็นต้องเป็นตัวเลข มันอาจเป็นโน้ตเพลง หรืออะไรก็ได้ที่เขียนกฎให้ได้
ถ้าอย่างนั้น การใช้เหตุผลล่ะ เขียนเป็นสัญลักษณ์ที่ข้อเหวี่ยงหมุนได้ไหม
บทถัดไป · 4 / 10สวิตช์