4 · เห็นโดยไม่รู้ว่าเห็น
มองแก้วบนโต๊ะแล้วถามตัวเองว่าเห็นไหม คำตอบมาทันที และมันมาเป็นคำตอบเดียว การเห็นกับการรู้ว่าตัวเองเห็นไม่เคยแยกจากกันในชีวิตปกติ
สองอย่างนี้แยกกันได้ และคนที่มันแยกกันแล้วมีอยู่จริง
ในปี 1974 Weiskrantz และคณะรายงานผู้ป่วยรายหนึ่งที่เรียกในเอกสารว่า DB ซึ่งเปลือกสมองส่วนการเห็นด้านหนึ่งเสียหาย ผลตามตำราคือเขาควรตาบอดในลานสายตาครึ่งนั้น และเมื่อถามเขา เขาก็รายงานแบบนั้น คือไม่เห็นอะไรเลย
วิธีถามที่เปลี่ยนคำตอบคือการไม่ถามว่าเห็นอะไร แต่บังคับให้เดา วางของไว้ในลานสายตาที่เขาบอกว่าบอด แล้วบอกว่าไม่ต้องบอกว่าเห็นอะไร แค่เดาว่ามันอยู่ซ้ายหรือขวา เดาว่าเส้นนั้นเอียงทางไหน
เขาเดาถูกมากกว่าการเดาสุ่มอย่างชัดเจน และเขายืนยันตลอดว่าเขาไม่ได้เห็นอะไร เขาเดา ปรากฏการณ์นี้ถูกเรียกว่า blindsight
คำอธิบายที่เข้ากับกายวิภาคคือเรื่องของบทก่อน สัญญาณจากจอตาไม่ได้ไปที่เปลือกสมองส่วนการเห็นทั้งหมด ส่วนหนึ่งเลี้ยวเข้า superior colliculus ซึ่งเป็นโครงสร้างกลางสมองที่เก่าแก่กว่าเปลือกสมองมาก และคุมการกลอกตาไปหาสิ่งเร้าโดยตรง เส้นทางนี้ไม่ผ่านบริเวณที่เสียหายในผู้ป่วยกลุ่มนี้ จึงยังทำงานอยู่
ข้อที่ต้องบอกไว้ตรงนี้คือการตีความ blindsight ยังไม่ยุติ ข้อค้านที่หนักที่สุดคือแสงที่กระเจิงไปตกในลานสายตาส่วนที่ยังดี และเนื้อเปลือกสมองที่เหลืออยู่เป็นหยอม ๆ ซึ่งอาจพอทำงานได้โดยไม่พอทำให้รู้ตัว งานรุ่นหลังออกแบบมาเพื่อกันสองข้อนี้ และผลยังไม่ปิดเรื่อง สิ่งที่ปิดแล้วคือมีคนที่ทำได้ดีกว่าการเดาสุ่มในลานสายตาที่เขารายงานว่าบอด ส่วนที่ยังเปิดคือมันอาศัยเส้นทางไหน
แต่มีหลักฐานอีกชุดที่ทำให้ข้อสรุปเรื่องการแยกกันแข็งขึ้นมาก และมันมาจากผู้ป่วยที่เสียความสามารถ กลับข้างกัน
ในปี 1991 Milner, Goodale และคณะรายงานผู้ป่วยที่เรียกว่า DF ซึ่งมีความเสียหายที่เส้นทาง ventral คือเส้นทางที่ตอบว่าของคืออะไร อาการของเธอคือ visual form agnosia เมื่อเอาช่องแคบ ๆ มาวางแล้วถามว่าช่องนี้เอียงทางไหน เธอตอบไม่ได้ และเมื่อให้ใช้มือทำมุมตามช่องนั้น เธอก็ทำไม่ได้
แล้วถ้าส่งการ์ดให้เธอ บอกว่าหย่อนลงในช่อง เธอหย่อนได้ หมุนข้อมือให้ตรงกับช่องได้แม่นพอ ๆ กับคนปกติ
เธอไม่รู้ว่าช่องเอียงทางไหน แต่มือของเธอรู้
และมีผู้ป่วยที่เป็นภาพกลับของเธอ คือกลุ่มที่เสียหายทางเส้นทาง dorsal อาการเรียกว่า optic ataxia คนกลุ่มนี้บอกได้ว่าของอยู่ที่ไหน รูปทรงอะไร เอียงเท่าไหร่ แต่เอื้อมไปหยิบไม่แม่น
การมีผู้ป่วยสองกลุ่มที่เสียความสามารถกลับข้างกัน มีน้ำหนักมากกว่าการมีผู้ป่วยกลุ่มเดียวคนละชั้น เพราะผู้ป่วยกลุ่มเดียวอธิบายได้ด้วยความเสียหายที่รุนแรงบางส่วนเสมอ ถ้าความเสียหายชนิดหนึ่งลบ ก. โดยเหลือ ข. และความเสียหายอีกชนิดลบ ข. โดยเหลือ ก. คำอธิบายว่า "เสียหายมากหรือน้อย" ใช้ไม่ได้อีก ต้องมีของสองชิ้นจริง แบบแผนนี้เรียกว่า double dissociation และมันเป็นวิธีออกแบบหลักฐานที่แข็งที่สุดวิธีหนึ่งในประสาทวิทยาคลินิก
การเห็นจึงไม่ใช่ของชิ้นเดียวที่มีมากหรือน้อย มันคือของหลายชิ้นที่ปกติมาพร้อมกันจนไม่มีใครเห็นรอยต่อ และรอยต่อนั้นมีอยู่ มันโผล่ให้เห็นเมื่อชิ้นหนึ่งหายไป
และรอยต่อนั้นไม่ได้อยู่ในดวงตาอย่างเดียว ถ้าการรู้ตัวว่าเห็น เป็นของอีกชิ้นที่แยกจากการใช้สิ่งที่เห็นได้ ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่รูปแบบนี้จะหยุดอยู่แค่ในระบบการมองเห็น
และมันไม่หยุด
บทถัดไป · 6 / 125 · ความเจ็บที่มาถึงสองครั้ง