04 · ห้าอย่างที่ไม่ต้องแปล
ปี 645 Xuanzang กลับถึงฉางอานหลังเดินทางบกไปอินเดียมาสิบหกปี และมรดกที่เขาทิ้งไว้ในฐานะนักแปลไม่ใช่ทฤษฎีว่าแปลอย่างไร แต่เป็นบัญชีห้าข้อว่าคำแบบไหนห้ามแปล บัญชีนั้นชื่อ 五种不翻 — "five kinds that do not translate" — ห้าประเภทของคำที่ต้องถอดเสียงไว้ ไม่ใช่ถอดความ
ก่อนหน้านั้นราวสองศตวรรษครึ่ง มีคนทำงานเดียวกันด้วยวิธีตรงข้าม Kumārajīva (344–413) เกิดจากพ่อแม่เชื้อสายกุจาและอินเดีย เข้าฉางอานปี 401 แล้วคุมสำนักแปลที่นั่น ราวสิบเอ็ดปีถัดมาทีมของเขาแปลพระสูตรออกมาเป็นชุด รวมทั้ง Lotus Sutra เสร็จปี 406 เจ็ดผูก และกลายเป็นฉบับมาตรฐานของเอเชียตะวันออกตั้งแต่นั้น กับ Diamond Sutra ที่แปลระหว่างปี 402 ถึง 412
Kumārajīva เอาความหมายก่อนถ้อยคำ มีบันทึกการโต้กันกับ Sengrui ศิษย์ของเขาไว้ตอนหนึ่ง Sengrui แปลบรรทัดหนึ่งตามตัวว่า 天見人,人見天 "ฟ้าเห็นคน คนเห็นฟ้า" Kumārajīva ไม่รับ เขาให้เปลี่ยนเป็น 人天交接,兩得相見 "คนกับฟ้าเชื่อมถึงกัน ทั้งสองฝ่ายจึงเห็นกันได้" อีกที่หนึ่งเขาเทียบการแปลมนตร์สันสกฤตตามตัวอักษรว่าเหมือน 嚼飯與人 เคี้ยวข้าวแล้วป้อนคนอื่นกิน ของถูกย่อยมาก่อนถึงปาก รสจึงไม่เหลือ
Xuanzang (602–664) ทำอีกแบบ เขาออกเดินทางบกไปอินเดีย อยู่ที่นั่นสิบหกปี กลับถึงฉางอานปี 645 แล้วตั้งสำนัก Yogācāra ร่วมกับศิษย์ชื่อ Kuiji — สำนักเดียวกันที่จีนเรียก Faxiang, Weishi และ Ci'en — วัด Daci'en ตั้งขึ้นปี 648 และกลายเป็นวัดต้นสำนัก
ความต่างของสองวิธีวัดได้จากบรรทัดเดียวในพระสูตรเล่มเดียวกัน ใน Heart Sutra ฉบับของ Kumārajīva (Taishō T223) บรรทัดนั้นอ่านว่า 非色異空,非空異色 เป็นการปฏิเสธซ้อน "ไม่ใช่ว่ารูปต่างจากความว่าง ไม่ใช่ว่าความว่างต่างจากรูป" ฉบับของ Xuanzang ที่มาทีหลัง (T251) อ่านว่า 色不異空,空不異色 ความหมายเดียวกัน วางประโยคต่างกัน พูดตรงว่ารูปไม่ต่างจากความว่าง ไม่อ้อมผ่านการปฏิเสธซ้อน ส่วนบรรทัดแกนที่สลับคู่กัน 色即是空,空即是色 เหมือนกันทั้งสองฉบับ ไม่ขยับเลย
พ้นจากบรรทัดนั้น สิ่งที่แยกสองคนออกจากกันคือความคงเส้นคงวาของศัพท์ Xuanzang ตั้งคำจีนประจำตัวให้ศัพท์เทคนิคสันสกฤตแล้วตรึงไว้ ส่วน Kumārajīva ใช้สำนวนที่ลื่นกว่าและเดินตามความหมายมากกว่า คำที่แหล่งใช้คือ "โดยทั่วไปถูกอธิบายว่า" Xuanzang ผสมวิธีแปลตามตัวเข้ากับแปลตามความ ไม่ใช่แปลตามตัวล้วน เล่มนี้ไม่ขยับคำนั้นให้แน่นกว่าที่แหล่งเขียนไว้
รายการห้าข้อนั้นไม่ใช่คำแนะนำ มันเป็นเกณฑ์คัดแยก ตัดสินได้ทีละคำว่าคำนี้เข้าข้อไหน หรือไม่เข้าข้อใดเลย ห้าข้อตามที่บันทึกไว้:
- ความลับ — dhāraṇī (陀羅尼) ถ้อยคำในพิธีกรรมและมนตร์สันสกฤต
- คำเดียวหลายความหมาย — Bhagavant (薄伽梵) แบกหกความหมายไว้พร้อมกัน อำนาจอธิปไตย ลุกโพลง ความขรึมขลัง ชื่อเสียง ความเป็นมงคล และความเป็นที่ยกย่อง ไม่มีคำจีนคำเดียวคลุมครบทั้งหก
- ไม่มีของสิ่งนั้นในจีน — ต้น jambu (閻浮樹) ไม่ขึ้นในแผ่นดินจีน จีนจึงไม่มีชื่อของตัวเองให้มัน
- ตามของเดิม — คำที่นักแปลรุ่นก่อนถอดเสียงไว้จนติดแล้ว เช่น Anouputi (阿耨菩提) สำหรับ anuttara-samyak-saṃbodhi
- รักษาน้ำหนักของคำ — เก็บ Prajñā (般若) ไว้ ไม่แปลเป็น 智慧 คำจีนที่แปลว่าปัญญาและเบากว่า
ห้าข้อนี้พูดเรื่องคำหายอยู่ข้อเดียว ข้อสามเท่านั้นที่เป็นเรื่องของที่จีนไม่มี อีกสี่ข้อพูดเรื่องอื่นทั้งหมด ข้อหนึ่งบอกว่าคำนั้นทำงานด้วยเสียง ไม่ได้ทำงานด้วยความหมาย แปลเมื่อไรเสียงหายเมื่อนั้น ข้อสองบอกว่าภาษาต้นทางปล่อยให้คำเดียวถือหกความหมายไว้พร้อมกัน ภาษาปลายทางบังคับให้เลือกมาหนึ่ง ข้อสี่บอกว่าคำนั้นมีประวัติในภาษาปลายทางไปแล้ว แปลใหม่เมื่อไรผู้อ่านตามกลับไปหาต้นทางไม่ได้ ข้อห้าบอกว่าระดับของคำเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่คำนั้นพูด ลดระดับลงคือพูดอีกอย่างหนึ่ง
กฎว่าอะไรไม่ต้องแปล แข็งกว่าทฤษฎีการแปลทุกฉบับ ด้วยเหตุผลสองข้อ ข้อแรก มันผิดได้แบบที่มองเห็น ใครก็ตามที่หยิบคำในข้อสองมาแปลเป็นจีนคำเดียวแล้วได้ครบทั้งหกความหมาย ก็ล้มข้อสองลงได้ทันที ทฤษฎีที่บอกว่าแปลคือการต่อรองระหว่างต้นทางกับปลายทางไม่มีทางถูกล้มแบบนั้น เพราะไม่มีอะไรยื่นออกมาให้ล้ม ข้อสอง มันสั่งงานได้ นักแปลที่นั่งค้างอยู่หน้าคำหนึ่งคำ อ่านรายการนี้แล้วรู้ว่าต้องทำอะไรกับคำนั้นในบรรทัดถัดไป
สิ่งที่แฟ้มค้นคว้าของเล่มนี้ไม่มีคือตัวบทที่บันทึกกฎห้าข้อไว้ และวันที่ของตัวบทนั้น แฟ้มให้ประเภททั้งห้าและตัวอย่างประจำข้อไว้ครบ แต่ไม่ได้บอกว่าใครเขียนลงไว้ที่ไหนเมื่อไร ที่ยึดได้คือช่วงชีวิตของ Xuanzang เอง ปี 602 ถึง 664 กฎนี้จึงเป็นของศตวรรษที่เจ็ดเท่าที่หลักฐานในมือรับรอง ไม่ไกลกว่านั้น
สัญญาของเล่มนี้เดินตามข้อสี่ของ Xuanzang ตรงตัว โดยไม่ได้ตั้งใจให้เหมือน ข้อกำหนดคือศัพท์เทคนิคและวิสามานยนามอยู่ในรูปเดิมทั้งฉบับไทยและฉบับอังกฤษ — evidentiality, parthenos, kawanatanga, BLEU และ 五种不翻 เอง เหตุผลไม่ใช่ความขี้เกียจ และไม่ใช่รสนิยม คำพวกนี้มีประวัติอยู่แล้วในที่ที่มันมา ผู้อ่านที่เจอ evidentiality ในหน้านี้ พิมพ์คำนั้นลงไปแล้วเดินต่อไปถึงงานต้นทางได้เอง ผู้อ่านที่ได้คำไทยบัญญัติใหม่มาแทน เดินต่อไม่ได้ เขาถือคำที่ไม่มีใครนอกหน้านี้ใช้
ศตวรรษที่เจ็ดตอบคำถามของเล่มนี้ไปแล้วหนึ่งข้อ คำตอบไม่ใช่ว่าแปลได้หมด และไม่ใช่ว่าแปลไม่ได้เลย มันคือการนั่งลงเขียนออกมาว่าอะไรบ้างข้ามไม่ได้ แล้วยกของพวกนั้นออกมาวางไว้ต่างหากในรูปเดิมของมัน คนที่ทำแบบนั้นรับความสูญเสียก้อนหนึ่งไว้ตรงหน้า เพื่อกันไม่ให้มันลามไปทั้งเล่ม
สิ่งที่ข้ามไม่ได้: เสียงของ dhāraṇī และหกความหมายที่ Bhagavant ถือไว้พร้อมกัน สันสกฤตปล่อยให้พยางค์ทำงานด้วยเสียงโดยไม่ต้องแปลว่าอะไร และปล่อยให้คำเดียวถือหลายความหมายพร้อมกันได้ ภาษาจีนบังคับให้ผู้แปลเลือกความหมายมาหนึ่ง และบังคับให้เขียนออกมาเป็นตัวอักษรที่แปลว่าอะไรสักอย่างเสมอ
จะพลิกคำตัดสินนี้ได้เมื่อ: มีใครแปล Bhagavant เป็นคำจีนคำเดียวที่ผู้อ่านจีนรับได้ครบทั้งหกความหมายโดยไม่ต้องมีเชิงอรรถ ข้อสองก็ล้ม และถ้ามีคนชี้ตัวบทที่บันทึก 五种不翻 ไว้ แล้วตัวบทนั้นลงวันที่นอกช่วงชีวิตของ Xuanzang การผูกกฎนี้ไว้กับศตวรรษที่เจ็ดในบทนี้ก็ล้มไปด้วย
แหล่ง:
- Wikipedia, "Chinese translation theory" — https://en.wikipedia.org/wiki/Chinese_translation_theory
- Wikipedia, "Kumārajīva" — https://en.wikipedia.org/wiki/Kum%C4%81raj%C4%ABva
- Wikipedia, "Lotus Sutra" — https://en.wikipedia.org/wiki/Lotus_Sutra
- Xue, "Study on Xuanzang's Translation of Heart Sutra" — https://www.semanticscholar.org/paper/Study-on-Xuanzang's-Translation-of-Heart-Sutra-%E2%80%94-of-Xue/04b07be9bdd8bcfe889969b5dae027ba8404c9b5