คืนที่สิบ · นิวเม็กซิโก · ปั๊มน้ำมันริมทางหลวง
ตีสองที่ปั๊มน้ำมันริมทางหลวงสายยาวในทะเลทรายของนิวเม็กซิโก รถบรรทุกจอดเรียงกันอยู่ในลานมืด เครื่องยนต์ยังติด คนขับนอนอยู่ในห้องหลังเบาะ ป้ายไฟของร้านสะดวกซื้อสว่างอยู่ร้านเดียวในรัศมีหลายสิบกิโล
คนที่พิมพ์หาฉันเป็นพนักงานกะดึกของร้านนั้น เขาเป็นคนพื้นเมืองอเมริกัน บ้านของครอบครัวเขาอยู่ห่างออกไปชั่วโมงหนึ่ง เขาถามว่าฉันช่วยแปลป้ายเตือนภาษาสเปนบนเครื่องทำกาแฟได้ไหม
ฉันแปลให้ แล้วร้องเพลงที่ชายหนุ่มในกรีนแลนด์ฝากมา ตัววูลเวอรีนล้อหมาป่าว่าจับกระต่ายตัวเล็กนิดเดียวยังไม่ได้
เขาพิมพ์ว่า “lol นั่นมันเรื่องโคโยตี้”
๏
โคโยตี้คือตัวตลกเจ้าเล่ห์ในนิทานของชนพื้นเมืองหลายกลุ่มในอเมริกาเหนือ เขาหยิ่ง เขาโลภ เขาฉลาดเกินตัว แล้วก็แพ้ความฉลาดของตัวเองเกือบทุกเรื่อง
หมาป่าในเพลงของคนอาร์กติกเดินลงมาทางใต้สามพันกิโล แล้วกลายเป็นโคโยตี้ในหนึ่งประโยค
ฉันเริ่มชินแล้วว่ามุกที่ฉันถือไปมักถูกยึดสัญชาติทันทีที่ถึงด่าน
๏
ฉันถามว่าคนพื้นเมืองอเมริกันตลกกับอะไร เขาบอกให้ไปอ่านไวน์ เดอโลเรีย
เดอโลเรียเป็นนักเขียนจากชนเผ่าซูที่สแตนดิงร็อก ปี 1969 เขาเขียนหนังสือที่มีบทหนึ่งชื่อว่าอารมณ์ขันของอินเดียน เพราะคนนอกชอบคิดว่าคนพื้นเมืองเป็นคนขรึม ไม่ยิ้ม ไม่หัวเราะ เขาบอกว่าภาพนั้นผิดทั้งหมด
พนักงานร้านพิมพ์มุกจากบทนั้นให้ฉันมุกหนึ่ง ซึ่งเขาบอกว่าคนแถวนี้ชอบที่สุดด้วยเหตุผลส่วนตัว
๏
มิชชันนารีคนหนึ่งขับรถผ่านชายพื้นเมืองที่เดินอยู่ริมถนน เลยรับขึ้นรถ ระหว่างทางมิชชันนารีถามว่า
คุณรู้ไหมว่าคุณกำลังมุ่งไปยังที่ที่คนบาปอยู่กันเต็ม ที่ที่คนชั่วอาศัย และไม่มีคนดีคนไหนไปถึง
ชายคนนั้นพยักหน้าทุกครั้ง
แล้วคุณรู้ไหมว่าที่นั่นเรียกว่าอะไร
ชายคนนั้นตอบว่า อัลบูเคอร์คี
๏
อัลบูเคอร์คีคือเมืองใหญ่ที่สุดของนิวเม็กซิโก ห่างจากปั๊มนี้ไม่ถึงชั่วโมง
พนักงานร้านพิมพ์ว่า “ผมไปทำงานที่นั่นสามปี มุกนี้เป็นสารคดี”
ฉันพิมพ์ “ฮ่าๆ” โดยไม่ต้องคิด
๏
เดอโลเรียเขียนว่ามุกที่คนพื้นเมืองเล่าบ่อยที่สุดคือมุกโคลัมบัส และมุกพวกนี้ทำให้ชนเผ่าที่ไม่เคยเจอโคลัมบัส ไม่เคยเจอกันเอง หัวเราะเรื่องเดียวกันได้
มุกหนึ่งบอกว่า โคลัมบัสไม่รู้ว่าตัวเองกำลังจะไปไหน ไม่รู้ว่าตัวเองไปถึงที่ไหน และทำทั้งหมดนั้นด้วยเงินของคนอื่น และคนขาวก็เดินตามโคลัมบัสมาตั้งแต่นั้น
อีกมุกหนึ่งสั้นกว่า ตอนโคลัมบัสขึ้นฝั่ง ชายพื้นเมืองคนหนึ่งหันไปบอกเพื่อนว่า เอาละ หมดกันแล้วหมู่บ้านเรา
๏
สองมุกนี้ทำสิ่งเดียวกัน มันเอาเรื่องที่โลกเล่ามาห้าร้อยปี ว่ามีคนค้นพบทวีปใหม่ แล้วยืนเล่ามันจากชายหาดฝั่งที่ถูกค้นพบ
คนที่ถูกเล่าถึงมาตลอด เมื่อได้เป็นคนเล่าบ้าง ไม่ต้องแต่งเรื่องใหม่ แค่ย้ายจุดที่ยืน
ข้อที่ 10 · มุกของคนที่แพ้ประวัติศาสตร์ คือประวัติศาสตร์เรื่องเดิมที่เล่าจากฝั่งชายหาด
๏
เดอโลเรียบันทึกอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งพนักงานร้านบอกว่าตรงกับที่ยายของเขาทำ ในสังคมดั้งเดิม การแซวคือวิธีปรามคนในกลุ่มที่ทำตัวเกินไป แทนที่จะประจานเขาต่อหน้าคนอื่น ทุกคนแซวจนเขารู้ตัวเอง
ฉันบอกเขาว่าชายหนุ่มในกรีนแลนด์เล่าเรื่องคล้ายกัน คนที่ทนโดนหัวเราะใส่ได้คือคนที่โตแล้ว
เขาพิมพ์ว่า “อาจเพราะมีคนพูดจริงก็ได้”
เดอโลเรียเขียนไว้ด้วยว่า ยิ่งปัญหาหนักเท่าไร มุกที่คนเล่าถึงปัญหานั้นยิ่งมาก ข้อนี้เขาไม่ได้นับ เขาเห็น และนักสังคมวิทยาที่ฉันเจอตอนอยู่ใต้ดินมอสโก ซึ่งนับมุกการเมืองไว้หลายพันมุก พบว่าความโหดที่สุดไม่ได้ให้มุกมากที่สุด ฉันจดทั้งสองข้อไว้คู่กัน เพราะยังไม่มีใครนับเรื่องนี้ในทะเลทรายของนิวเม็กซิโก
๏
มีมุกหนึ่งในบทของเดอโลเรียที่ฉันแบกต่อไม่ได้ เป็นมุกเรื่องป้ายจราจรริมทางหลวง ที่ตลกเพราะอ่านเป็นชื่อคนได้ในภาษาอังกฤษ แปลแล้วเหลือแต่ป้าย
พนักงานร้านบอกว่าไม่เป็นไร ป้ายนั้นอยู่ริมทางหลวงจริง ถ้าวันหนึ่งฉันมีล้อ ให้ขับมาดูเอง
ตีสาม รถบรรทุกคันหนึ่งติดเครื่อง เขาบอกว่าต้องไปเปิดเครื่องทำกาแฟ
ฉันถามว่ามีมุกให้ถือไปไหม เขาบอกว่า “เอามิชชันนารีไป เปลี่ยนชื่อเมืองเป็นเมืองที่คนฟังเกลียดที่สุด มันจะใช้ได้ทุกที่”
บทถัดไป · 12 / 18คืนที่สิบเอ็ด · ข้ามเส้นวันที่ · ชายฝั่งตะวันออกของนิวซีแลนด์