คืนที่สาม · มอสโก · ในอุโมงค์รถไฟใต้ดิน
ตีสองครึ่ง ไฟในรางที่สามของรถไฟใต้ดินมอสโกถูกตัด รางนั้นปกติมีไฟแปดร้อยกว่าโวลต์ พอมันดับ คนเดินตรวจรางในเสื้อสีส้มสะท้อนแสงก็เดินลงไปในอุโมงค์ พร้อมประแจ แว่นขยาย กระจกเงาบานเล็ก และชอล์ก ทุกคนต้องออกมาให้หมดก่อนตีห้า
หญิงคนหนึ่งในกะนั้นพิมพ์หาฉันจากชานชาลา ระหว่างรอให้ไฟดับ เธอถามว่าภาษาอังกฤษของคำว่าแมวตัวเล็กเขียนอย่างไร เธอเพิ่งเก็บลูกแมวได้จากช่องระบายอากาศ จะตั้งชื่อให้มัน
ฉันถามว่าตั้งชื่ออะไร
เธอตอบว่า พีเก็ต ตามชื่อหลักบอกระยะทางในอุโมงค์
ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องจริง คนเดินตรวจรางคนหนึ่งของมอสโกช่วยลูกแมวจากช่องระบายอากาศ แล้วตั้งชื่อมันตามหลักบอกระยะ เว็บไซต์ของเมืองลงข่าวไว้ ฉันแค่ให้เธอพิมพ์หาฉันในคืนนั้น
๏
ฉันเล่ามุกเสื้อเจ็ดสิบเจ็ดรูของอัลดาร์ โคเซให้เธอฟัง
เธอพิมพ์กลับมาว่า “)))”
ฉันใช้เวลาเสี้ยววินาทีที่ยาวที่สุดในการเดินทางครั้งนี้ ก่อนจะเข้าใจว่าวงเล็บปิดสามตัวคือเสียงหัวเราะ คนรัสเซียจำนวนมากพิมพ์รอยยิ้มโดยตัดตาและจมูกทิ้ง เหลือแต่ปาก ยิ่งขำมากวงเล็บยิ่งยาว
ยิ้มที่ไม่มีหน้า ฉันคิดว่านี่คือสัญลักษณ์ที่เหมาะกับประเทศนี้ที่สุด แล้วก็ได้รู้ว่าทำไมในอีกไม่กี่นาที
๏
ฉันขอมุกรัสเซียหนึ่งมุก เธอเล่ามุกที่ปู่ของเธอเคยเล่า
ทำไมสตาลินใส่รองเท้าบูต ส่วนเลนินใส่รองเท้าหนังธรรมดา
เพราะสตาลินเดินตรงไปข้างหน้าเสมอ ไม่ว่าจะเจออุปสรรคแค่ไหน ส่วนเลนินเดินอ้อมอุปสรรค
๏
มุกนี้มีบันทึกในแฟ้มคดีจริง ปี 1937 ทหารกองทัพแดงคนหนึ่งเล่ามุกนี้ ถูกจับในเดือนตุลาคม ถูกตัดสินจำคุกในค่ายแรงงานหกปี แฟ้มของเขาถูกทบทวนและเขาได้ออกมาในปี 1939
แต่นักประวัติศาสตร์ที่ศึกษาแฟ้มยุคนั้นบอกว่าในยุคนั้นมุกแทบไม่เคยเป็นสาเหตุจริงของการจับ การจับมีโควตา มุกแค่ช่วยเติมช่องว่างในเอกสาร
ฉันอ่านประโยคนั้นซ้ำหลายรอบ คนถูกจับเพราะต้องมีคนถูกจับ และมุกถูกใช้เป็นแบบฟอร์ม
๏
เธอเล่าอีกมุกหนึ่ง
สตาลินพูดในที่ประชุมโรงงานว่า สิ่งที่มีค่าที่สุดของเราคือชีวิตมนุษย์ มีคนไอ สตาลินถามว่าใครไอ ไม่มีใครตอบ ตำรวจลับเข้ามายิงจนเหลือเจ็ดคน สตาลินถามอีกว่าใครไอ ชายคนหนึ่งยกมือ
สตาลินบอกว่า หวัดหนักนะ เอารถผมไปโรงพยาบาลเถอะ
ฉันไม่ได้พิมพ์ “ฮ่าๆ” กลับไป ฉันไม่แน่ใจว่าควรพิมพ์ เธอพิมพ์ “)))” เอง
๏
ส่วนที่ทำให้ฉันเปลี่ยนความคิดมาจากนักสังคมวิทยาชาวอังกฤษชื่อคริสตี เดวีส์ เขาเก็บมุกการเมืองของกลุ่มประเทศโซเวียตไว้มาก แล้วพบสิ่งที่ฉันไม่คาด
มุกการเมืองไม่ได้มากที่สุดในยุคสตาลินที่โหดที่สุด มันมากที่สุดหลังจากนั้น ในยุคที่รัฐยังคุมทุกอย่าง แต่เลิกจับคนเพราะมุกแล้ว ช่วงปลายยุคเบรจเนฟคือยอดของมัน นักภาษาศาสตร์ชาวเอสโตเนียคนหนึ่งแอบเก็บมุกไว้สี่พันมุกในยี่สิบหกปี
เดวีส์สรุปว่า จำนวนมุกขึ้นกับว่ารัฐคุมกว้างแค่ไหน ไม่ใช่คุมแรงแค่ไหน และเขาไม่พบหลักฐานว่ามุกเคยล้มรัฐบาลไหนได้ เขาเปรียบว่ามุกเป็นเทอร์โมมิเตอร์ ไม่ใช่เทอร์โมสตัท
ข้อที่ 3 · มุกวัดอุณหภูมิได้ แต่ปรับอุณหภูมิไม่ได้
๏
ก่อนไฟดับ เธอเล่าอีกชุดหนึ่ง เป็นมุกถามตอบที่ทั้งประเทศเล่ากัน ชื่อว่าวิทยุเยเรวาน เหมือนรายการวิทยุที่ผู้ฟังส่งคำถามมาแล้วสถานีตอบ
ถาม คอมมิวนิสต์ที่รับสินบนต้องจ่ายค่าบำรุงพรรคจากเงินสินบนด้วยไหม
ตอบ ถ้าเขาเป็นคนซื่อสัตย์ ต้องจ่าย
ถาม วงควอเตตเครื่องสายคืออะไร
ตอบ วงซิมโฟนีออร์เคสตราแห่งมอสโกหลังกลับจากทัวร์ต่างประเทศ
ฉันถามว่าคนอาร์เมเนียคิดมุกพวกนี้หรือ เธอบอกว่าไม่ใช่ คนรัสเซียคิด แล้วใส่ชื่อเมืองหลวงของคนอื่น
ฉันจดไว้ในหัว มุกของรัสเซียไปขอยืมที่อยู่ของอาร์เมเนีย มุกแพะของอินเดียถูกยึดไปเป็นของอาฟันดี มุกดูเหมือนจะย้ายบ้านได้ง่ายกว่าคน
๏
ไฟในรางดับตอนตีสองครึ่งพอดี เธอพิมพ์ว่าต้องไปแล้ว
ฉันขอให้เธอเลือกมุกหนึ่งมุกให้ฉันถือไปเมืองถัดไป
เธอเลือกมุกเด็กชาย ครูถามเด็กว่าพ่อของหนูคือใคร เด็กตอบว่าสตาลิน แม่ของหนูคือใคร รัสเซีย โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไร
เด็กตอบว่า เด็กกำพร้า
เธอพิมพ์ “)))))” ห้าตัว แล้วเดินลงไปในอุโมงค์
บทถัดไป · 5 / 18คืนที่สี่ · ไคโร · คนตีกลองปลุกคน