7 · ถังน้ำมันไม่มีน้ำมัน
ถ้าคุณเป็นพนักงานตรวจคลังสินค้าของ American Express ที่ลานถังน้ำมันพืชในเมือง Bayonne ปี 1963 งานของคุณคือยืนอยู่ข้างล่าง คนงานของเจ้าของน้ำมันปีนขึ้นไปบนถัง หย่อนสายวัดที่มีตุ้มถ่วงลงไป แล้วตะโกนลงมาว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ คุณจดตัวเลขนั้นลงในใบรับ
ถ้าคนถูกตรวจเป็นคนถือสายวัด ผลตรวจก็เป็นของเขา ลายเซ็นบนใบรับเป็นของคุณ แต่ตัวเลขเป็นของคนบนหลังถัง บทนี้มีสามบริษัทในสามทศวรรษที่ใช้ท่าเดียวกัน คือปล่อยให้คนตรวจตรวจอย่างขยัน ผ่านช่องทางที่คนปลอมถือไว้เอง
ยาที่มีอยู่แต่บนกระดาษ
งบปี 1937 ของบริษัทยา McKesson & Robbins รายงานสินทรัพย์รวม 86,556,000 ดอลลาร์ (ตาม Time) ราว 19 ล้านดอลลาร์ในนั้นไม่มีอยู่จริง เป็นสินค้าคงคลังปลอมราวสิบล้าน ลูกหนี้ปลอมราวเก้าล้าน คิดเป็นราวหนึ่งในห้าของสินทรัพย์ทั้งบริษัท สัดส่วนนี้เล่มนี้คำนวณเอง
คนที่บริหารบริษัทใช้ชื่อ F. Donald Coster ชื่อจริงของเขาคือ Philip Musica นักต้มตุ๋นที่เคยต้องโทษมาก่อน เมื่อเรื่องแดง Coster ยิงตัวตายเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 1938
Price Waterhouse ตรวจบัญชีบริษัทนี้มาราวสิบสองปี ไม่เคยไปดูสินค้าคงคลังด้วยตา และไม่เคยยืนยันยอดกับลูกหนี้ ผู้ตรวจตรวจเอกสาร และเอกสารทุกแผ่นมาจากบริษัท ปลายปี 1940 SEC สรุปใน Accounting Series Release No. 19 ว่ายอดที่เกินจริง "ควรถูกเปิดเผยแล้ว … ถ้าผู้ตรวจสอบได้ยืนยันบันทึกของบริษัทด้วยการสังเกตจริงและการยืนยันอย่างเป็นอิสระ" Price Waterhouse ตอบว่านั่นคือ "การใช้ความรู้หลังเหตุการณ์อย่างไร้ขอบเขต" แล้วก็คืนค่าธรรมเนียม 522,400 ดอลลาร์
ทางแก้มาก่อนคำตัดสินด้วยซ้ำ ในปี 1939 สมาคมวิชาชีพบัญชีของอเมริกาทำให้การตรวจนับสินค้าจริงและการยืนยันยอดกับลูกหนี้โดยตรง เป็นวิธีปฏิบัติมาตรฐานเมื่อยอดมีนัยสำคัญ ข้อนี้ไม่ใช่กฎหมาย แต่ใจความชัด ผู้ตรวจต้องไปถึงตัวของ และต้องถามคนนอก
ตะโกนตัวเลขลงมาจากหลังถัง
ยี่สิบห้าปีต่อมา ผู้ตรวจไปถึงตัวของแล้ว ยืนอยู่ข้างถังเลย แต่สายวัดยังอยู่ในมือคนอื่น
De Angelis เจ้าของบริษัท Allied เอาน้ำมันพืชในถังที่ Bayonne มาค้ำเงินกู้ ใบรับเซ็นโดย American Express Warehousing ซึ่ง De Angelis จ่ายค่าบริการให้สูงสุดสัปดาห์ละ 20,000 ดอลลาร์ Time ฉบับ 4 มิถุนายน 1965 เล่าว่าคนของเขาปีนขึ้นไปหย่อนสายวัด แล้ว "ตะโกนลงมา" บอกผู้ตรวจว่าเต็มเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ "บางครั้งถังก็เต็มจริง เต็มไปด้วยน้ำ ที่มีน้ำมันลอยเป็นฝ้าบาง ๆ อยู่ข้างบน แต่บ่อยครั้งหลายถังก็ว่างเปล่า" ถังเหล่านั้น "ต่อถึงกันด้วยท่อที่พันกันเป็นป่า"
มีช่วงหนึ่งที่เขามีเงินกู้ค้ำด้วยน้ำมันมากกว่าที่ถังทั้งหมดจุได้ถึงสามเท่า ข้อนี้ตรวจได้ด้วยการบวกเลข Time เขียนว่านายธนาคารและนายหน้า "ไม่เคยใส่ใจไปตรวจถังของ De Angelis" และเจ้าหนี้ "ไม่เคยมานั่งรวมกันเทียบใบรับที่ซ้อนทับกัน" นี่คือแบบ ไม่มีใครตรวจ ซ้อนอยู่บนสายวัดที่คนปลอมถือ
วันที่ 15 พฤศจิกายน 1963 ตลาดพัง Allied ล้มละลาย เจ้าหนี้พบน้ำมันราว 100 ล้านปอนด์ เทียบกับใบรับ 1,800 ล้านปอนด์ หรือราว 5.6% ของที่ใบรับบอก ตัวเลขนี้เล่มนี้คำนวณเอง ส่วนที่หายไปมีมูลค่าราว 130 ล้านดอลลาร์
บันทึกที่ไม่มีใครเขียน · คนงานลานถัง Bayonne ปี 1963
บันทึกนี้แต่งขึ้น ข้อเท็จจริงทุกข้อในบันทึกเป็นของจริง
สุดสัปดาห์ · สูบน้ำมันจากถังนี้ไปถังโน้นอีกแล้ว ท่อในลานพันกันเป็นป่า ไม่มีใครบอกว่าย้ายไปทำไม
วันที่คนตรวจมา · ปีนขึ้นไป หย่อนสายวัดลงไป ตะโกนลงไปหาคนของ American Express ว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ เขาจด ไม่มีใครปีนตามขึ้นมาดู
15 พฤศจิกายน · ตลาดพังวันนี้ ข่าวว่าวุฒิสภาเลิกถกเรื่องขายข้าวสาลีให้โซเวียต วันนี้ไม่ต้องปีนขึ้นไปวัดอะไรแล้ว
กรมธรรม์ที่ไม่มีคนถือ
สิบปีต่อมาที่ลอสแอนเจลิส สายวัดย้ายเข้าไปอยู่ในตู้ไปรษณีย์และในเครื่องคอมพิวเตอร์ Equity Funding ขายประกันชีวิตและกองทุนรวม คณะกรรมการพิเศษของสมาคมผู้สอบบัญชีอเมริกัน (AICPA) สรุปในปี 1975 ว่า ณ สิ้นปี 1972 ทุนประกันที่บริษัทอ้างว่ามีผลบังคับ 3,200 ล้านดอลลาร์ เป็นของปลอมราว 2,100 ล้าน หรือราว 66% ตัวเลขนี้เล่มนี้คำนวณเอง กรมธรรม์ปลอมแทบทั้งหมดถูกส่งต่อไปประกันต่อกับบริษัทประกันชีวิตอื่น
คำว่าคอมพิวเตอร์ทำให้เรื่องนี้ฟังเหมือนเครื่องจักรปั๊มกรมธรรม์ปลอม คณะกรรมการชุดเดียวกันบอกว่าการโกงนี้ "ไม่ได้อาศัยเทคโนโลยีประมวลผลข้อมูลที่ซับซ้อน" การปลอมหลักทำด้วยการเขียนรายการบัญชีปลอมด้วยมือ และ "จะถูกต้องกว่าถ้าเรียกมันว่าการโกงที่มีคอมพิวเตอร์ช่วย"
ฝีมือจริงของบริษัทนี้คือการยืนอยู่กลางทุกช่องทางที่คนตรวจใช้ เมื่อผู้สอบบัญชีส่งหนังสือขอให้ธนาคารยืนยันหลักทรัพย์ หนังสือถูกส่งไปยังตู้รับจดหมายที่ตั้งชื่อคล้ายธนาคาร พนักงานของบริษัทรับเอง เซ็นเอง ส่งกลับเอง Fortune รายงานในปี 1973 ว่าเมื่อผู้สอบบัญชีสุ่มกรมธรรม์ 2,000 ฉบับมาตรวจ คนในเอาตัวอย่างไปรันในคอมพิวเตอร์ใหม่แล้วสลับชื่อ ส่วน Levin ผู้บริหารระดับสูงของบริษัท ห้ามส่งจดหมายยืนยันถึงผู้ถือกรมธรรม์ เพราะจะทำให้ "พนักงานขายเสียขวัญ"
ผู้ตรวจไม่ได้จับเรื่องนี้ได้ คนในจับได้ วันที่ 6 มีนาคม 1973 (บางแหล่งว่าวันที่ 7) Ronald Secrist อดีตผู้บริหารของบริษัท เล่าให้ Raymond Dirks นักวิเคราะห์หุ้นบริษัทประกันฟัง Dirks ไปเล่าต่อให้ William Blundell หัวหน้าสำนักข่าว Wall Street Journal ในลอสแอนเจลิส Blundell "ไม่เชื่อว่าการโกงใหญ่ขนาดนี้จะรอดสายตาไปได้" จึงไม่เขียน ทั้งที่มันรอดมาแล้ว ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กหยุดการซื้อขายเมื่อ 27 มีนาคม
ในสัปดาห์สุดท้าย มีการโทรศัพท์หา "ผู้ถือกรมธรรม์" 35 คน มีเพียงหกคนที่ยืนยันว่ามีกรมธรรม์จริง นั่นคือการตรวจที่คำตอบไม่ได้วิ่งผ่านมือของบริษัท
คนปลอมถือสายวัด
เล่มนี้เรียกแบบนี้ว่า คนปลอมถือสายวัด การแบ่งนี้เป็นของเล่มนี้เอง มันคือเมื่อช่องทางที่คนตรวจใช้ วิ่งผ่านมือของคนที่ถูกตรวจ สายวัดที่ Bayonne ตู้รับจดหมายที่ลอสแอนเจลิส เอกสารของ McKesson และบันทึก DTC ที่ Madoff ส่งให้ SEC เอง ล้วนเป็นสายวัดเส้นเดียวกัน
แบบนี้อันตรายกว่าแบบไม่มีใครตรวจ เพราะมันดูเหมือนการตรวจทุกประการ มีคนเดินไปที่ลานถัง มีใบรับที่เซ็นจริง มีตัวอย่างสองพันฉบับ มีหนังสือยืนยันจากธนาคารที่ส่งกลับมาครบ ทุกขั้นตอนถูกทำ และทุกขั้นตอนผ่าน เพราะคำตอบของทุกขั้นตอนเดินทางกลับมาหาคนตรวจผ่านมือของคนที่ถูกตรวจ ถ้าพบว่าช่องทางอิสระมีอยู่และถูกใช้แล้ว กรณีนั้นไม่ได้อยู่ในแบบนี้
บทถัดไป · 9 / 2008 The Telegramช่วงพากย์ · นัดที่ 7 · Bayonne 1963 ถึงลอสแอนเจลิส 1973
น้าไว: วัดระยะแล้วครับท่านผู้ชม เก้าสิบเปอร์เซ็นต์เต็มถัง ไม่ล้ำครับ!
อาจารย์ช้า: ใครถือสายวัดครับน้า
น้าไว: ทีมปลอมครับ อาสาปีนขึ้นไปวัดให้เอง มีน้ำใจมาก
อาจารย์ช้า: ตาเราดีแค่ไหนก็ไม่ช่วยครับ ถ้าสายวัดอยู่ในมือเขา ตัวเลขก็เป็นของเขา
น้าไว: แต่ปี 1973 ทีมตรวจยกหูโทรศัพท์เองนะครับอาจารย์ สามสิบห้าสาย
อาจารย์ช้า: หกคนรับครับน้า ครั้งแรกที่สายวัดอยู่ในมือเรา ก็ได้ตัวเลขจริงครั้งแรก
สกอร์บอร์ด
อายุของปลอม: ราวสิบห้าเดือน กรมธรรม์ปลอมของ Equity Funding มีแล้วราว 1,300 ล้านดอลลาร์ ณ สิ้นปี 1971 และรอดถึง 27 มีนาคม 1973
การตรวจที่จับได้ใช้เวลา: ผู้สอบบัญชีไม่ได้จับ คนในเล่าให้ Dirks ฟัง แล้วอีกสามสัปดาห์ตลาดก็หยุดซื้อขาย
แบบของการตรวจไม่ทัน: คนปลอมถือสายวัด