13 · ถ้าผิด จะรู้ได้อย่างไร
ถ้าคุณเคยปรับสูตรแกงแล้วรสชาติดีขึ้น ในวันเดียวกับที่เปลี่ยนน้ำปลายี่ห้อใหม่ ใส่พริกแกงมากขึ้น และซื้อกะทิจากร้านใหม่ คุณรู้ว่าแกงอร่อยขึ้น แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไร
วิทยาศาสตร์ไม่ใช่กองของความจริง มันคือวิธีเดินตรงกลางโดยไม่ยอมให้ตัวเองหลอกตัวเอง
ครัวที่กลายเป็นห้องทดลอง
ครัวเดียวกันนั้นกลายเป็นห้องทดลองได้ด้วยสามอย่าง
อย่างแรก เปลี่ยนทีละอย่าง บทที่ 11 พบว่าการทดลองทุกครั้งทดสอบทั้งกลุ่ม และเมื่อผลออกมาผิดคาด ความเท็จไม่บอกว่ามันมาจากข้อไหน การเปลี่ยนทีละอย่างคือการทำให้กลุ่มนั้นเล็กที่สุดเท่าที่ทำได้ ถ้าวันนี้เปลี่ยนแค่น้ำปลา แล้วรสชาติเปลี่ยน คุณรู้ว่าจะชี้ไปที่ขวดไหน
อย่างที่สอง ชิมโดยไม่รู้ว่าถ้วยไหนเป็นสูตรไหน ให้คนอื่นตักใส่ถ้วยแล้วจดไว้ ถ้าคุณรู้ว่าถ้วยไหนเป็นสูตรใหม่ ความอยากให้มันชนะอาจแอบเข้ามานั่งอยู่บนลิ้นของคุณด้วย
อย่างที่สาม เขียนไว้ก่อนชิมว่า ถ้าสูตรใหม่ไม่ชนะในการชิมแบบปิดตา จะกลับไปใช้สูตรเดิม ประโยคนั้นทำให้ความเชื่อของคุณแพ้ได้ ตามความหมายของบทที่ 10 และมันต้องเขียนก่อน เพราะหลังรู้ผลแล้ว เหตุผลที่เข้าข้างสูตรที่คุณชอบหาได้ง่ายเกินไป
แล้วยังมีอย่างที่สี่ที่ครัวของใครก็ขาดไม่ได้ ให้คนอื่นชิมด้วย และให้เขาพูดตรงๆ
Richard Feynman นักฟิสิกส์ชาวอเมริกัน พูดกับนักศึกษาที่จบการศึกษาจาก Caltech ในปี 1974 ว่า "หลักการข้อแรกคือคุณต้องไม่หลอกตัวเอง และคุณคือคนที่หลอกง่ายที่สุด" สามอย่างในครัวข้างบนคือเครื่องมือกันตัวเองหลอกตัวเอง อย่างที่สี่คือการยอมรับว่าเครื่องมือของคุณเองก็อาจโดนหลอก
วิทยาศาสตร์บนแผนที่
วิทยาศาสตร์ใช้ทุกชิ้นของแผนที่ที่เล่มนี้วาดมา
มันเริ่มด้วยการเดาคำอธิบาย ทางที่สามในบทที่ 4 ซึ่งรั่วที่สุดแต่เป็นทางเดียวที่ความคิดใหม่เกิด
มันทำให้คำเดานั้นเสี่ยง ด้วยนิรนัยที่ไม่รั่ว ถ้าคำอธิบายนี้จริง ต้องเห็นอะไร และสิ่งที่ต้องเห็นนั้นต้องพับโลกลงมากพอจะผิดได้
มันให้โลกเป็นคนพับ ด้วยการสังเกตและการทดลอง ไม่ใช่ด้วยการเถียงกันให้ชนะ
มันวัดความมั่นใจเป็นตัวเลขด้วยสถิติหลายแบบ บางแบบคือกฎของบทที่ 12 ตรงๆ และทุกแบบต้องบอกไว้ว่าตัวเลขนั้นผิดได้แค่ไหน
และมันเปิดทุกขั้นให้คนอื่นหาความผิด เพราะความผิดบางอย่างของคุณ คนอื่นเห็นก่อนคุณ
กรอบที่วิทยาศาสตร์มองไม่เห็น
ภาพข้างบนสะอาดเกินจริงไปหนึ่งเรื่อง
Thomas Kuhn นักประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์ชาวอเมริกัน เสนอในหนังสือปี 1962 ว่า นักวิทยาศาสตร์ส่วนมากทำงานอยู่ภายในกรอบหนึ่งที่เขาเรียกว่า paradigm เป็นช่วงยาว ในช่วงนั้นพวกเขาไม่ได้พยายามหักล้างกรอบ พวกเขาใช้มันแก้โจทย์ สิ่งที่ไม่เข้ากับกรอบถูกพักไว้ จนกองพะเนินพอจะทำให้กรอบทั้งกรอบถูกเปลี่ยน เขาเรียกการเปลี่ยนนั้นว่าการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์
Kuhn ไม่ได้ลบวิธีเดินข้างบนทิ้ง เขาชี้ว่ามันเดินอยู่ในกรอบ และกรอบนั้นเปลี่ยนช้ากว่า และไม่สะอาดเท่าที่ตำราเล่า นี่คือเรื่องเดียวกับบทที่ 9 ในอีกขนาดหนึ่ง วิทยาศาสตร์ทั้งวงการก็มีกรอบที่มองจากข้างในไม่เห็น
คำถามแรกของวิทยาศาสตร์ไม่ใช่ ฉันถูกไหม แต่คือ ถ้าฉันผิด ฉันจะรู้ได้อย่างไร
จะพลิกคำตัดสินนี้ได้เมื่อ: มีหลักฐานว่าวิธีที่ไม่เปิดให้ตัวเองแพ้ และไม่ให้คนอื่นตรวจ แก้ความเชื่อที่ผิดของตัวเองได้เร็วเท่าหรือเร็วกว่าวิธีในบทนี้อย่างเป็นระบบ ในเรื่องเดียวกัน ถ้าพบ ความต่างระหว่างวิทยาศาสตร์กับวิธีรู้แบบอื่นก็ไม่ได้อยู่ที่วิธีเดิน
แหล่ง:
- Feynman 1974, "Cargo Cult Science", Engineering and Science 37(7): 10–13 — https://calteches.library.caltech.edu/3043
- Kuhn 1962, The Structure of Scientific Revolutions (University of Chicago Press)