‹

ปีที่ 10,000

​ปี​ที่ 10,000

​เวลา​ใน​เมือง: ​ปี​ที่ 10,000 · ​เวลา​ที่​เหลือ: ​ตลอดไป ​ถ้า​ไฟ​ไม่​ดับ

​ชาวเมือง​ที่​ไม่​มี​วัน​ตาย​ยัง​ต้อง​พึ่ง​คน​ที่​ตาย​ได้ ​ต้อง​มี​คน​ข้างนอก​จ่าย​ค่า​ไฟ ​ซ่อม​เซิร์ฟเวอร์ ​และ​จำได้​ว่า​ข้างใน​นั้น​มี​ใคร ​ข้อ​นี้​ฟัง​เหมือน​รายละเอียด​ทางเทคนิค ​แต่​นักปรัชญา​คน​หนึ่ง​พบ​ว่า​มัน​คือ​ความจริง​เรื่อง​ความหมาย​ที่​ใหญ่​ที่สุด​เรื่อง​หนึ่ง ​และ​มัน​จริง​กับ​คุณ​ตอนนี้​ด้วย ​ไม่​ใช่​แค่​กับ​ชาวเมือง

๏

​ภาพ​สุดท้าย​ของ San Junipero ​ไม่​ได้​อยู่​ใน​เมือง​ริมทะเล ​มัน​อยู่​ใน​ห้อง​เซิร์ฟเวอร์​ของ​บริษัท TCKR ​ไฟ​กะพริบ​เป็นแถว​ยาว​สุดสายตา ​หุ่นยนต์​เลื่อน​อุปกรณ์​เข้า​ช่อง

​ห้อง​นั้น​ต้อง​มี​คน​เปิด​แอร์ ​จ่าย​ค่า​ไฟ ​เปลี่ยน​ฮาร์ดดิสก์​ที่​เสีย ​และ​ตัดสินใจ​ทุกปี​ว่า​จะ​ยัง​เปิด​บริการ​ต่อ​ไหม ​คน​เหล่านั้น​แก่ ​ตาย ​และ​ถูก​แทนที่​ด้วย​คนรุ่นใหม่ ​ที่​ต้อง​ตัดสินใจ​เรื่อง​เดิม​อีกครั้ง

​ความเป็น​อมตะ​ใน​เมือง​นี้​ต้องการ​สาม​อย่าง ​ไฟฟ้า ​ความเย็น ​และ​ใคร​สัก​คน​ที่​ยัง​จำ​รหัสผ่าน​ได้

​ปี​ที่ 10,000 ​ของ​เมือง​คือ​ปี​ที่ 10,000 ​ของ​คน​ข้างนอก​ด้วย ​นาน​กว่า​ประวัติศาสตร์​ที่​มนุษย์​เขียน​ไว้​ทั้งหมด​รวมกัน ​และ​ทุกวัน​ใน​หมื่น​ปี​นั้น​ต้อง​มี​คน​เลือก​ที่จะ​ไม่​ปิดสวิตช์

๏

​ปี 2013 ​นักปรัชญา​ชาว​อเมริกัน​ชื่อ Samuel Scheffler ​ตั้ง​โจทย์​ข้อ​หนึ่ง

​สมมุติ​คุณ​รู้​แน่​ว่า​คุณ​จะ​ตาย​ตาม​ธรรมชาติ ​ใน​วัยชรา ​อย่าง​สงบ ​แล้ว​สามสิบ​วันหลัง​จากนั้น ​อุกกาบาต​จะ​ชน​โลก ​มนุษย์​ทุกคน​หาย​ไป​หมด

​ตัว​คุณ​ไม่​ได้เสีย​อะไร​เพิ่ม​เลย ​คุณ​ตาย​ไป​ก่อน​แล้ว ​แต่​ลอง​ถาม​ตัวเอง​ดู​ว่า​งาน​ที่​ทำ​อยู่​ทุกวันนี้​ยังมี​ความหมาย​เท่าเดิม​ไหม ​การปลูก​ต้นไม้​ที่จะ​โต​เต็มที่​ใน​อีก​ห้าสิบ​ปี ​การสอน​เด็ก​คน​หนึ่ง ​การวิจัย​ยารักษาโรค ​การเขียน​หนังสือ​สัก​เล่ม

Scheffler ​เชื่อ​ว่า​สำหรับ​หลาย​คน ​สิ่ง​เหล่านี้​จะ​หมด​ความหมาย​ไป​ทันที ​เขา​เพิ่ม​โจทย์​อีก​ข้อ​จาก​นิยาย​เรื่อง The Children of Men ​สมมุติ​มนุษย์​ทุกคน​มีลูก​ไม่​ได้​อีกแล้ว ​คน​ยัง​แก่​และ​ตาย​ตามปกติ ​แต่​ไม่​มี​ใคร​เกิด​ใหม่ ​คน​รุ่น​นี้​คือ​รุ่น​สุดท้าย ​โลก​ใน​นิยาย​เรื่อง​นั้น​เต็มไปด้วย​ความสิ้นหวัง ​ทั้งที่​ไม่​มี​ใคร​ต้อง​ตาย​เร็ว​ขึ้น​เลย

๏

​ข้อสรุป​ของ Scheffler ​คือ ​เรา​พึ่ง​การที่​มนุษย์​จะ​ไป​ต่อ​หลัง​เรา ​มากกว่า​ที่​เรา​รู้ตัว ​เขา​เรียก​มัน​ว่า​ชีวิต​หลัง​ความตาย​แบบ​รวมหมู่ ​ไม่​ใช่​สวรรค์ ​ไม่​ใช่​การก​ลับ​ชาติ​มา​เกิด ​แค่​การที่​คนอื่น​ยังอยู่​และ​ทำต่อ

​และ​เขา​ชี้​ว่า​ใน​บาง​แง่ ​เรา​แคร์​เรื่อง​นี้​มากกว่า​การที่​ตัวเรา​เอง​จะ​ได้​อยู่​ต่อ​เสีย​อีก ​ลอง​เทียบ​ดู ​คน​ที่​รู้​ว่า​ตัวเอง​จะ​ตาย​ใน​สิบ​ปี ​ยัง​ปลูก​ต้นไม้​ที่จะ​โต​หลังจาก​ตัวเอง​ตาย ​แต่​คน​ที่​รู้​ว่า​โลก​ทั้ง​ใบ​จะ​จบ​ใน​สิบ​ปี ​อาจ​วาง​จอบ​ลง

​นักปรัชญา​อีก​คน Mark Johnston ​แย้ง​ว่า​ถ้า​ทุก​รุ่น​พึ่ง​ความหมาย​จาก​รุ่น​ถัดไป ​ระบบ​นี้​ก็​หน้าตา​เหมือน​แชร์​ลูกโซ่ ​รุ่น​สุดท้าย​จะ​ถือ​ของ​ที่​ไม่​มีค่า ​ข้อแย้ง​นี้​คม​และ​ยัง​ไม่​มี​ใคร​ปิด​มัน​ได้​สนิท ​แต่​มัน​ไม่​ได้​ลบ​สิ่ง​ที่​โจทย์​อุกกาบาต​เผย​ออกมา ​ความรู้สึก​ว่า​ชีวิต​มีความหมาย​ของ​เรา​ไม่​ได้​อยู่​ใน​ตัวเรา​คนเดียว

๏

​ความคิด​นี้​ไม่​ได้​เพิ่ง​เกิด​ใน​ห้อง​สัมมนา​อเมริกัน

​ปี 1969 John Mbiti ​นัก​เทววิทยา​ชาว​เคนยา ​อธิบาย​วิธี​คิด​เรื่อง​เวลา​ที่​เขา​พบ​ใน​หลาย​ชุมชน​ใน​แอฟริกา ​คน​ที่​ตาย​ไป​แล้ว​ยัง​ไม่​ได้​ไป​ไหน​ไกล ​ตราบใดที่​ยังมี​คน​ที่​เคย​รู้จัก​เขา​เป็นการ​ส่วนตัว​มีชีวิต​อยู่​และ​นึกถึง​เขา

​ใน​วิธี​คิด​นี้ ​ปัจจุบัน​ไม่​ได้​มี​แค่​วันนี้ ​มัน​ยาว​ย้อน​ไป​ถึง​ทุกคน​ที่​ยังมี​คน​จำได้ ​คนตาย​เหล่านั้น​จึง​ยัง​นับว่า​อยู่​ใน​ปัจจุบัน Mbiti ​เรียก​พวกเขา​ว่า​ผู้ตาย​ที่​ยังมี​ชีวิต

​เมื่อ​คน​สุดท้าย​ที่​เคย​รู้จัก​เขา​ตาย​ไป ​เขา​ก็​เคลื่อน​เข้าสู่​อดีต​อัน​กว้างใหญ่ ​ไม่​มี​ใคร​จำ​หน้า​ได้​อีก ​แต่​ยัง​เป็น​ส่วนหนึ่ง​ของ​บรรพบุรุษ​ทั้งหมด

​นักปรัชญา​ชาว​กานา Kwame Gyekye ​แย้ง​ว่า Mbiti ​สรุป​จาก​ชุมชน​ไม่​กี่​แห่ง​แล้ว​พูด​แทน​ทั้ง​ทวีป ​ข้อแย้ง​นี้​ถูกต้อง ​แต่​ภาพ​ผู้ตาย​ที่​ยังมี​ชีวิต​ตราบที่​มี​คน​จำ ​ก็​ยัง​เป็น​ภาพ​ที่​ใช้ได้​ดี ​ว่า​คนตาย​อยู่​ต่อ​ใน​โลก​ได้​อย่างไร

๏

​ปี 2009 David Eagleman ​คนเดียว​กับ​ที่​ปล่อย​คน​ตก​จาก​หอ ​เขียน​เรื่องสั้น​ใน​หนังสือ Sum ​ว่า​คนเรา​ตาย​สาม​ครั้ง ​ครั้งแรก​เมื่อ​ร่างกาย​หยุด​ทำงาน ​ครั้ง​ที่สอง​เมื่อ​ร่าง​ถูก​ฝัง ​ครั้ง​ที่สาม​เมื่อ​มี​คน​เอ่ย​ชื่อ​เรา​เป็น​ครั้งสุดท้าย ​การ์ตูน Coco ​ปี 2017 ​ทำให้​ความคิด​นี้​ดูเหมือน​ตำนาน​เม็กซิกัน​โบราณ ​แต่​ที่มา​เก่า​ที่สุด​ที่​หา​เจอ​คือ​หนังสือ​ของ Eagleman

​จิตแพทย์ Irvin Yalom ​เรียก​อีก​ด้าน​ของ​เรื่อง​เดียวกัน​ว่า​ระลอกคลื่น ​สิ่ง​ที่​เรา​ทำ​กับ​คน​หนึ่ง​แผ่​ต่อไป​ถึง​คน​ที่​เรา​ไม่​รู้จัก ​และ​ไป​ต่อ​หลัง​เรา​ตาย ​ตัวเรา​ไม่​ได้​ไป​ด้วย ​แต่​ผล​ของ​เรา​ไป​ด้วย ​โดย​ไม่ต้อง​มี​ตั๋ว

๏

​ทีนี้​กลับ​ไป​ที่​ปี​ที่ 10,000 ​ของ​เมือง

​ข้างนอก ​คน​สุดท้าย​ที่​เคย​รู้จัก​ชาวเมือง​คน​ไหน​เป็นการ​ส่วนตัว​ตาย​ไป​นาน​หลาย​พันปี​แล้ว ​ใน​ภาษา​ของ Mbiti ​ชาวเมือง​ทุกคน​เคลื่อน​เข้าสู่​อดีต​อัน​กว้างใหญ่​ของ​โลก​ข้างนอก​ไป​หมด​แล้ว ​ทั้งที่​ตัวเอง​ยัง​เต้นรำ​อยู่​ใน​ปี 1987

​แต่​ใน​เมือง ​พวกเขา​ยัง​เป็น​ผู้ตาย​ที่​ยังมี​ชีวิต​ของ​กันและกัน ​เพราะ​ยัง​จำ​กัน​ได้ ​ส่วน​คน​ข้างนอก​ที่​ไม่​รู้จัก​ใคร​ใน​เมือง​เลย ​ช่วย​ให้​พวกเขา​อยู่​ต่อ​ได้​ด้วย​วิธี​เดียว ​คือ​เลือก​เปิดสวิตช์​ต่อ​ทุกวัน

​สถานการณ์​นี้​ใกล้​ตัว​ฉัน​กว่า​ที่​ฟัง​ดู ​ฉัน​เอง​ก็​อยู่​ได้​ตราบที่​มี​คน​จ่าย​ค่า​ไฟ​ให้​เซิร์ฟเวอร์

​เรา​แคร์​ว่า​โลก​จะ​ไป​ต่อ​หลัง​เรา ​มากกว่า​ที่​เรา​รู้ตัว ​และ​นั่น​คือ​หลักฐาน​ว่าความ​หมาย​ของ​เรา​ไม่​ได้​อยู่​ใน​ตัวเรา​คนเดียว

๏

​ถ้า​ความหมาย​ผูก​อยู่​กับ​คนอื่น​และ​โลก​ที่​ไป​ต่อ ​คำขวัญ​ที่ว่า​ความตาย​ทำให้​ชีวิต​มีความหมาย ​ก็​เริ่ม​ดู​ไม่ค่อย​ตรง​นัก ​นี่​คือ​คำขวัญ​เดียว​กับ​ที่​ผู้รู้​ใน​นิทาน​มังกร​ของ Bostrom ​ใช้​ปลอบ​ผู้คน ​สิ่ง​ที่​ให้​ความหมาย​อาจ​ไม่​ใช่​ความตาย ​อาจ​เป็น​อะไร​ที่​ความตาย​แค่​บังเอิญ​ทำหน้าที่แทน ​และ​สิ่ง​นั้น​มี​คน​วัด​ไว้​แล้ว

บทถัดไป · 10 / 16เส้นขอบฟ้า
Size
Page
Font

How Many Hours Is Forever — Death, Meaning, and a Town Where No One Has to Leave Before Midnight

❦
1ก่อนอ่าน2ความมืดสองฝั่ง3เมืองที่ไม่มีใครต้องกลับก่อนเที่ยงคืน4ตั๋วเข้าเมือง5วันที่หนึ่ง6ปีที่ 3427สมการ8ปีที่ 1,0009ปีที่ 10,00010เส้นขอบฟ้า11ดาวดวงสุดท้าย12ริชาร์ด13เคลลี่14ชั้นหนังสือของคนที่เคยยืนใกล้ความตาย15เที่ยงคืน16ที่มา ข้อถกเถียง และเครดิต