12 · สิ่งที่รอด
ทายก่อน ถ้าพรุ่งนี้มีคนถามคุณว่าคิดได้ไง หลังจากอ่านมาสิบเอ็ดบท คุณจะตอบว่าอะไร
คุณสั่งให้ความคิดมาไม่ได้ แต่คุณจัดห้องให้มันได้ ช่องที่ 4 ของแบบฟอร์มจะว่างต่อไป ไม่มีห้องแล็บไหนเติมมันได้ แต่รอบ ๆ ช่องนั้นมีช่องอื่นที่กรอกได้ และเล่มนี้ใช้เวลาสิบเอ็ดบทเติมช่องพวกนั้น บทนี้เก็บสิ่งที่รอดจากการตรวจ แยกตามน้ำหนักของหลักฐาน แล้วจบด้วยการทดลองที่คุณทำกับตัวเองได้
หลักฐานหนัก
สี่ข้อนี้มีทั้งการทดลองหลายชิ้นและงานที่รวมผลไว้ หรือเป็นผลคลาสสิกที่ถูกทำซ้ำในรูปแบบต่าง ๆ มานาน
- การพักหลังจากทำงานกับปัญหามาพอแล้ว ช่วยได้ ขนาดไม่ใหญ่ ช่วยกับโจทย์ที่มีคำตอบหลายทางมากกว่าโจทย์ที่มีคำตอบเดียว และไม่ช่วยคนที่ยังไม่ได้เริ่ม (Sio และ Ormerod)
- ทางเดิมที่เดินบ่อยบังทางใหม่ ทั้งคนธรรมดากับเหยือกน้ำ และผู้เชี่ยวชาญกับกระดานหมากรุก (Luchins, Bilalić)
- ต่างคนต่างคิดแล้วเอามารวม ได้ไอเดียมากกว่านั่งระดมสมองด้วยกัน (Diehl และ Stroebe, Mullen และคณะ)
- คนเล่าที่มาของความคิดตัวเองได้ไม่ตรงกับสิ่งที่เกิดจริง (Maier, Nisbett และ Wilson, Metcalfe และ Wiebe)
หลักฐานปานกลาง
สามข้อนี้มีทิศทางชัด แต่ผลเล็ก หรือมาจากงานไม่กี่ชิ้น หรือมีเงื่อนไขที่ยังไม่ได้ตรวจครบ
- อารมณ์ดีที่ตื่นตัวช่วยเล็กน้อย ค่าสหสัมพันธ์ราว 0.15 อารมณ์ดีแบบผ่อนคลายช่วยน้อยกว่า (Baas และคณะ)
- การเดินช่วยให้ความคิดไหลออกมามากขึ้น แต่ไม่ช่วยเลือกคำตอบที่ถูก (Oppezzo และ Schwartz)
- การรู้ว่าจะถูกประเมิน และเงินรางวัล อาจทำให้มองไม่เห็นทางที่ต้องเลี้ยวออก ผลขึ้นกับชนิดของการประเมินและชนิดของโจทย์ (Amabile, Glucksberg)
หลักฐานอ่อน
สามข้อนี้มีงานรองรับ แต่การทดลองซ้ำล้ม หรือกลุ่มตัวอย่างเล็ก หรือยังไม่มีใครทดลองซ้ำ
- การนอนช่วยให้เห็นทางลัดที่ซ่อนอยู่ แต่ขั้นไหนของการนอน กับโจทย์ชนิดไหน ยังตอบไม่ได้ (Wagner และคณะ, Lacaux และคณะ และการทดลองซ้ำที่ไม่พบผล)
- ห้องที่ความจำเกิดช่วยให้ความจำกลับมา ผลของงานต้นฉบับใหญ่กว่าที่การทดลองซ้ำพบ (Godden และ Baddeley, Murre)
- ดื่มเล็กน้อยช่วยแก้ปริศนาแบบกระโดด กลุ่มละยี่สิบคน ผู้ชายล้วน ไม่มีการทดลองซ้ำที่เล่มนี้พบ (Jarosz และคณะ)
- กฎโอกาสเท่ากัน ใช้เป็นแนวโน้มคร่าว ๆ จากการนับผลงานของคนดัง มีงานที่พบว่าบุคลิกปรับสัดส่วนได้ (Simonton)
- งูของ Kekulé คำเล่าของคนคนเดียวยี่สิบห้าปีหลังเหตุการณ์ มีคนแย้งและคนแย้งกลับ ยังไม่มีข้อยุติ
เหตุผลของเล่ม ยังไม่มีใครวัดตรง
สี่ข้อนี้เป็นกรอบหรือข้อสรุปที่เล่มนี้ประกอบขึ้นจากหลักฐานข้างบนและเรื่องในประวัติศาสตร์ ไม่ใช่ผลการวัดชิ้นใด
- ความคิดใหม่จำนวนมากคือของเก่าสองชิ้นมาชนกัน เป็นกรอบของ Koestler และ Boden ใช้อธิบายได้ดี แต่ไม่ใช่การทดลอง
- ความรู้ที่พอแต่ยังไม่แข็งคือจุดที่ความคิดใหม่เกิดบ่อย ประกอบจากงานเรื่องร่องกับงานเรื่องภาระของความรู้ ยังไม่มีใครวัดเส้นโค้งนี้ตรง ๆ
- ความคิดที่โลกร้องว่าคิดได้ไงจำนวนมากไม่มีเจ้าของคนเดียว มาจากกรณีศึกษา Foldit, Polymath และถ้ำหลวง ไม่ใช่การนับ
- เสียงคิดได้ไงที่เงียบลงบอกเรื่องเงื่อนไขมากกว่าความสามารถ คือคำตัดสินของบทที่ 10 ความมั่นใจไม่สูง
ตายแล้ว
- เด็กห้าขวบร้อยละ 98 เป็นอัจฉริยะ ผู้ใหญ่เหลือร้อยละ 2 · ไม่มีข้อมูลตีพิมพ์
- อัตราส่วนอารมณ์บวกต่อลบ 2.9013 · คณิตศาสตร์ถูกถอนโดยผู้เขียน
- คนสมองซีกขวา · ไม่พบในข้อมูลสมองของคน 1,011 คน
- ระดมสมองเป็นกลุ่มได้ไอเดียมากกว่า · วัดซ้ำหลายสิบครั้ง ผลตรงข้าม
- อ่างของ Archimedes ในฐานะบันทึก · คนแรกที่จดไว้เขียนหลังเขาเสียชีวิตราวสองร้อยปี และวิธีในเรื่องเล่าหยาบเกินกว่าจะได้ผล
ผอ.เป้า: สรุปแล้ว ถ้าอยากได้ไอเดียใหม่ภายในวันศุกร์ ต้องทำอะไร
ป้าทะเบียน: ให้ทุกคนทำงานกับปัญหาจริงจังก่อนสักสองสามวัน แล้วปล่อยให้พัก ให้ไปเดิน ให้ต่างคนต่างจดก่อนเอามารวม เปิดห้องที่หัวเราะได้ อย่าประกาศชื่อคนที่ไม่ผ่าน และอย่าเอาเงินรางวัลมาล่อกับโจทย์ที่ต้องเลี้ยวออก
ผอ.เป้า: แล้วโบนัสวันศุกร์ล่ะ
ป้าทะเบียน: ยกเลิกค่ะ
ผอ.เป้า: (เงียบ) ...ป้าคิดได้ไง
ป้าทะเบียน: อ่านมาสิบเอ็ดบทค่ะ
การทดลองของคุณ
ไม่มีงานไหนในเล่มนี้ที่วัดตัวคุณ ผลรวมบอกว่าอะไรเกิดกับคนจำนวนมากโดยเฉลี่ย แต่คนแต่ละคนอาจอยู่ห่างจากค่าเฉลี่ยนั้นไกล วิธีเดียวที่จะรู้ว่าเงื่อนไขไหนใช้ได้กับคุณ คือทดลองกับตัวเอง และทดลองให้ถูกวิธี
การทดลองนี้ใช้เวลาสิบสี่วัน วันละราวสามสิบนาที ตัวอย่างข้างล่างทดสอบการเดิน เพราะเป็นเงื่อนไขที่สุ่มได้ง่ายที่สุด
- ก่อนเริ่มวันแรก เขียนสองบรรทัดลงกระดาษแล้วเก็บไว้ บรรทัดแรก: "ฉันคาดว่าวันที่เดินจะได้ไอเดียมากกว่าวันที่นั่ง" บรรทัดที่สอง: "ถ้าค่าเฉลี่ยของวันที่เดินสูงกว่าวันที่นั่งไม่ถึงสองข้อ ฉันจะยอมรับว่าการเดินไม่ช่วยฉัน" ตัวเลขสองข้อนี้ปรับได้ แต่ต้องเขียนก่อนเริ่ม การเขียนก่อนรู้ผล คือสิ่งที่กันไม่ให้คุณเปลี่ยนกติกาทีหลังเพื่อให้ได้คำตอบที่อยากได้
- เตรียมรายชื่อสิ่งของธรรมดาสิบสี่อย่างไว้ล่วงหน้า อิฐ ไม้แขวนเสื้อ ถุงพลาสติก ยางวง ช้อน กล่องกระดาษ และอื่น ๆ วันละอย่าง
- เขียนสลากสิบสี่ใบ "เดิน" เจ็ดใบ "นั่ง" เจ็ดใบ พับ แล้วใส่กล่อง ทุกวันจับหนึ่งใบ ได้ เดิน ก็เดินสิบห้านาที ได้ นั่ง ก็นั่งสิบห้านาที ทำอะไรเบา ๆ ที่ไม่ใช่หน้าจอ การจับสลากคือสิ่งที่กันไม่ให้คุณเลือกเดินเฉพาะวันที่รู้สึกดีอยู่แล้ว และการใส่สลากเท่ากันทำให้ได้วันละฝั่งครบเจ็ดวัน
- จากนั้นตั้งเวลาสิบนาที เขียนประโยชน์ของสิ่งของประจำวันให้ได้มากที่สุด ทุกข้อ รวมข้อที่ฟังดูโง่ด้วย เขียนวันที่ไว้ด้านหน้ากระดาษ เขียนว่าเดินหรือนั่งไว้ด้านหลัง
- อย่านับระหว่างทาง วันที่ 15 นับทั้งสิบสี่แผ่นทีเดียว โดยไม่พลิกดูด้านหลัง ใช้กติกาที่ตั้งไว้ก่อน หนึ่งข้อคือหนึ่งการใช้ที่ต่างกันจริง เขียนซ้ำในคำอื่นไม่นับ
- นับเสร็จแล้วค่อยพลิก แยกวันเดินกับวันนั่ง หาค่าเฉลี่ยของแต่ละกลุ่ม แล้วเปิดกระดาษสองบรรทัดที่เก็บไว้
ถ้าการเดินไม่มีผลกับคุณเลย ค่าเฉลี่ยวันเดินก็ยังอาจออกมาสูงกว่าวันนั่งเพราะบังเอิญได้ โดยเฉพาะเมื่อแต่ละฝั่งมีแค่เจ็ดวัน ผลจากสิบสี่วันจึงบอกได้แค่ทิศทาง ไม่ใช่ข้อพิสูจน์ ถ้าผลผ่านเกณฑ์ที่เขียนไว้ ทำซ้ำอีกสิบสี่วันก่อนเชื่อ
รูปแบบเดียวกันใช้กับเงื่อนไขอื่นที่สุ่มเป็นรายวันได้ เช่น ดูคลิปตลกห้านาทีก่อนเริ่ม หรือพักสิบห้านาทีหลังทำงานกับปัญหามาแล้ว เปลี่ยนแค่สิ่งที่เขียนบนสลาก
การทดลองที่สอง ไม่ต้องใช้สลาก
อันนี้ง่ายกว่า และตอบคำถามของบทที่ 8 กับบทที่ 11 พร้อมกัน
เป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ จดทุกความคิดที่คุณพูดออกมาให้คนอื่นได้ยิน มุก ข้อเสนอ ทางแก้ ความเห็นแปลก ๆ ทุกอย่าง รวมตัวที่แป้กด้วย ข้าง ๆ แต่ละข้อ ทำเครื่องหมายว่าคนฟังมีปฏิกิริยาหรือไม่
ตอนสิ้นสัปดาห์ คุณจะได้ตัวเลขสองตัวที่ความจำไม่เคยเก็บให้ คือจำนวนครั้งที่ลอง กับสัดส่วนที่เข้าเป้า ถ้าจำนวนครั้งที่ลองต่ำกว่าที่คุณคาด คุณเพิ่งเจอคำอธิบายที่ 3 ของบทที่ 10 กับตาตัวเอง
คำตอบที่ซื่อสัตย์
กลับไปที่คำถามต้นบท ถ้าพรุ่งนี้มีคนถามว่าคิดได้ไง คำตอบที่ซื่อสัตย์ที่สุดมีสองส่วน
ส่วนแรกคือ ไม่รู้ ส่วนนี้ไม่ต้องอาย Poincaré ไม่รู้ Ramanujan ไม่รู้ ผู้ร่วมการทดลองของ Maier ไม่รู้ และคนที่เล่าว่ารู้ อย่าง Kekulé ก็อาจกำลังเล่าเรื่องที่มาทีหลัง
ส่วนที่สองคือรายการของสิ่งที่ตอบได้ ช่วงนั้นหมกมุ่นกับปัญหาอะไรอยู่ อะไรเดินผ่านมาให้ชน ได้เลิกคิดไปตอนไหน รู้เรื่องนี้มาแค่ไหน ห้องเป็นแบบไหน ลองมาแล้วกี่ครั้ง และใครต่อให้ ส่วนนี้ไม่เคยถูกถาม เพราะคำว่าคิดได้ไงฟังดูเหมือนถามหาขั้นตอน ทั้งที่สิ่งที่ตอบได้จริงคือเงื่อนไข
แบบ ค.ด.ง. 01 (ฉบับแก้ไข)
1. ชื่อความคิด 2. ผู้คิด (เขียนได้หลายบรรทัด) 3. วันเวลาที่คิดได้ (ไม่ต้องลบสามในสิบวินาที) 4. ขั้นตอนการคิด [ ] ไม่ทราบ (ปกติ) 5. ตอนนั้นหมกมุ่นกับปัญหาอะไร 6. อะไรเดินผ่านมาให้ชน 7. เลิกคิดไปตอนไหน 8. ห้องเป็นแบบไหน ใครอยู่ด้วย 9. ลองมาแล้วกี่ครั้ง ไม่เข้าเป้ากี่ครั้ง 10. พยาน 11. ผลการพิจารณา: ผ่าน ถ้ากรอกข้อ 5 ถึง 9
ป้าทะเบียนพิมพ์แบบฟอร์มฉบับแก้ไขออกมาหนึ่งร้อยใบ วางไว้ที่โต๊ะหน้าห้อง แล้วหยิบตรายาง ไม่ผ่าน: ขั้นตอนไม่ครบ ขึ้นมา มองอยู่ครู่หนึ่ง แล้วยื่นให้ยายเพลิน
"ยายเอาไปไว้ไหนก็ได้"
ยายเพลินรับไป ใส่กระเป๋าผ้ากันเปื้อน ถูพื้นต่อ ฮัมเพลงเดิม
สัปดาห์ต่อมา กรมได้รับคำร้อง ค.ด.ง. 01 ฉบับแก้ไขสิบเจ็ดใบ ในจำนวนนั้นมีสองใบที่ทำให้ป้าทะเบียนวางปากกาลง แล้วพูดเบา ๆ คนเดียวในห้อง
"คิดได้ไงเนี่ย"
บทถัดไป · 14 / 1413 Sources